ความเป็นมา

ความเป็นมา

2533

  • จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 4,000 ล้านบาท (13 เมษายน 2533)
  • รับบัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1140/2533 สำหรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) (8 สิงหาคม 2533)
  • จดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท โดยบริษัทเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 51 เพื่อดำเนินกิจการให้บริการท่าเรือน้ำลึก (4 ตุลาคม 2533)

2535

  • ร่วมลงทุน บริษัท เหล็กแผ่นเคลือบไทย จำกัด เพื่อดำเนินกิจการผลิตเหล็กเคลือบสังกะสีด้วยกรรมวิธีทางไฟฟ้า (17 กุมภาพันธ์ 2535)
  • ส่งวิศวกรและเจ้าหน้าที่เทคนิคจำนวน 85 คน ไปศึกษาดูงานและเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีที่ประเทศอิตาลี (พฤษภาคม)
  • เพิ่มทุนเป็น 4,800 ล้านบาท (ตุลาคม)

2537

  • เพิ่มทุนเป็น 5,100 ล้านบาท (มกราคม 2537)
  • จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน (24 มีนาคม 2537)
  • เริ่มดำเนินการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HSM, HFL) (23 เมษายน 2537)
  • เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (8 กันยายน 2537)

2538

  • รับการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้ขยายกำลังการผลิตจาก 1.8 ล้านตันต่อปีเป็น 2.4 ล้านตันต่อปี (13 มีนาคม 2538)
  • ร่วมลงทุน บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) (7 มิถุนายน 2538)

2542

  • จัดตั้งบริษัท เวสท์โคสท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นร้อยละ 99.99 เพื่อให้บริการงานซ่อมบำรุง งานออกแบบ และงานควบคุมทางด้านวิศวกรรมแก่บริษัทและบริษัทอื่นๆ (มกราคม 2542)

2546

  • ลงทุน 1,000 ล้านบาท ในสายการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนประเภทล้างผิวและเคลือบน้ำมัน
  • ลงทุน 3,600 ล้านบาท ในโครงการขยายกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน จาก 2.4 ล้านตันต่อปี เป็น 4 ล้านตันต่อปี
  • รับรางวัล “อุตสาหกรรมยอดเยี่ยม” ประจำปี 2546 จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นรายแรกในประเทศไทย (พฤษภาคม 2546)

2547

  • เริ่มผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนประเภทปรับผิวและเคลือบน้ำมันเพื่อการพาณิชย์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 1 ล้านตันต่อปี) (พฤษภาคม 2547)
  • ส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนประเภทปรับผิวและเคลือบน้ำมันเป็นครั้งแรก (กันยายน 2547)
  • เปิดโรงงานเหล็กแผ่นรีดร้อนประเภทปรับผิวและเคลือบน้ำมันอย่างเป็นทางการ (ตุลาคม 2547)

2548

  • โครงการขยายกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนจาก 2.4 ล้านตัน เป็น 4.0 ล้านตัน แล้วเสร็จ (กุมภาพันธ์ 2548)
  • เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตโดยสามารถรีดเหล็กแผ่นรีดร้อนได้บางสุด 1.0 มม. ถึงหนาสุด 19.0 มม. (มีนาคม 2548)

2551

  • ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนคุณภาพสูง ได้บางที่สุดถึง 0.80 มิลลิเมตร (กุมภาพันธ์ 2551)
  • ลงทุน 3,450 ล้านบาท เข้าซึ้อหุ้นในบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) ส่งผลให้ SSI เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 50.15 (26 กันยายน 2551) 

2554

  • ลงนามซื้อขายสินทรัพย์โรงถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้าครบวงจร (Teesside Cast Products) ประเทศอังกฤษ กับ Tata Steel UK Limited มูลค่า 469 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (24 กุมภาพันธ์ 2554)

255ุ6

  • ขายหุ้นใน TCRSS ให้แก่ JFE Steel Corporation (“JFE”) และ MarubeniItochu Steel Inc. (“MISI”) คงเหลือสัดส่วนการถือหุ้นใน TCRSS ร้อยละ 35.19 (1 กุมภาพันธ์ 2556)

2558

  • ยื่นคําร้องขอเลิกกิจการและชําระบัญชี (Liquidation) ของ SSI UK ต่อศาลท้องถิ่น ณ สหราชอาณาจักร (2 ตุลาคม 2558)

2559

  • ศาลมีคําสั่งให้บริษัทฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทเป็นผู้ทําแผนฟื้นฟูกิจการ (“ผู้ทำแผน”) (10 มีนาคม 2559)

2563

  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศเพิกถอนหุ้นสามัญของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ออกจากหลักทรัพย์จดทะเบียน (11 กรกฎาคม 2563)

2566

  • ศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาคำร้องและมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ตามมาตรา 90/70 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 (13 ธันวาคม 2566)

2568

  • บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย รับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท เหล็กแผ่นเคลือบไทย จำกัด (TCS) (1 ตุลาคม 2568)