มิติสังคม

มิติสังคม

นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสังคม

นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน (Corporate Social Responsibility)

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ มีนโยบายดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมโดยยึดตามปรัชญาในการดำเนินธุรกิจและจริยธรรมธุรกิจซึ่งได้หล่อหลอมเป็นวิถีแห่งการผลักดัน ขับเคลื่อน พัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยถือมั่นเสมอมาว่าบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และการเปลี่ยนแปลงของสังคมย่อมกระทบต่อบริษัท จึงถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องร่วมกันพัฒนาทั้งธุรกิจของบริษัทและสังคมควบคู่กันไป โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์สังคม รวมทั้งดูแลรักษา พัฒนา และอนุรักษ์สภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงานด้านสังคม

1. การวางแผนกำลังคน 
ในปี 2568 มีการบริหารกลยุทธ์การวางแผนอัตรากำลัง และปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและหน้าที่ของหน่วยงานเพื่อให้รองรับการเติบโตของกลุ่มบริษัท รวมถึงมีการปรับปรุงกระบวนการสรรหาเพื่อให้ได้บุคลากรที่สอดคล้องกับแผนการเติบโตทางธุรกิจของบริษัท โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีพนักงานรวม 1,098 คน โดยเป็นพนักงานสัญชาติไทยร้อยละ 99.91 ต่างชาติร้อยละ 0.09 พนักงานจำนวนดังกล่าวปฏิบัติงานอยู่โรงงานเอสเอสไอบางสะพาน จำนวน 870 คน โดยเป็นพนักงานที่มีภูมิลำเนาในอำเภอบางสะพานจำนวน 430 คน คิดเป็นร้อยละ 49.43

เมื่อรวมกับบริษัทในกลุ่มเอสเอสไอมีพนักงานรวมทั้งสิ้น 2,964 คน โดยเป็นพนักงานสัญชาติไทย ร้อยละ 99.69 ต่างชาติร้อยละ 0.31 นอกจากนี้ จากจำนวนพนักงานบริษัทในกลุ่มที่ทำงานในโรงงานบางสะพานรวม 2,130 คน เป็นพนักงานที่ที่มีภูมิลำเนาในอำเภอบางสะพานจำนวน 1,545 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 72.54 ของพนักงานในโรงงานบางสะพานทั้งหมด ทั้งนี้ กลุ่มเอสเอสไอยังคงยึดมั่นในนโยบายการจ้างงานคนในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการสร้างโอกาสในการจ้างงานและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

 การจ้างงานของกลุ่มเอสเอสไอ ปี 2568
กลุ่มพนักงานSSITCRSSWCEPPCรวม
จำนวนพนักงาน (คน)1,098990783932,964
พนักงานจ้างเหมา (คน)24019111221564
ค่าตอบแทนพนักงาน (ล้านบาท)855447291591,652

2. การพัฒนาศักยภาพบุคลากร 

บริษัทมีกระบวนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดรับกับตำแหน่งงานในแต่ละระดับที่สามารถสนับสนุนแผนการเติบโตทางธุรกิจ บริษัทมีนโยบายจัดการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องให้กับพนักงานทุกระดับ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถ (Competency) ให้สอดคล้องกับ ความคาดหวังของตำแหน่งงาน โดยมีการจัดทำแผนฝึกอบรมและพัฒนาพนักงาน ซึ่งประกอบด้วยหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของพนักงาน หลักสูตรฝึกอบรมตามที่กฎหมายกำหนด และหลักสูตรฝึกอบรม จากการสำรวจหาความจำเป็นในการฝึกอบรม (Training Need Survey) อาทิ 1) หลักสูตรด้านการจัดการ 2) หลักสูตรด้านพฤติกรรมในการทำงาน 3) หลักสูตรด้านเทคนิคในการทำงานเฉพาะ 4) หลักสูตรด้านการเพิ่มผลผลิต 5) หลักสูตรด้านคุณภาพ และ 6) หลักสูตรด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ บริษัทได้จัดฝึกอบรมหลักสูตรที่สำคัญอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่

1. หลักสูตรด้านการพัฒนาความรู้และทักษะให้สอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายธุรกิจ อาทิ Project Kaizen & Kaizen for Innovation
2. หลักสูตรด้านเทคนิคในการทำงานเฉพาะ อาทิ หลักสูตรจรรยาวิชาชีพและแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาสมรรถนะวิจัย การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดทำข้อเสนอโครงการฯ ตามมาตรการยกเว้นภาษีร้อยละ 200
3. หลักสูตรด้านการจัดการพลังงาน อาทิ Methods for Identifying Opportunities for Improvement (OFIs) and Energy Saving Measures (ESMs)

ในปี 2568 บริษัท ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมภายในให้กับพนักงาน จำนวน 214 หลักสูตร (276 ครั้ง) โดยมีจำนวนชั่วโมงอบรมหรือกิจกรรมพัฒนาความรู้เฉลี่ยของพนักงาน 21.62 ชั่วโมงต่อคนต่อปีจากเป้าหมาย 15 ชั่วโมงต่อคนต่อปี นอกจากการจัดฝึกอบรมภายในบริษัท บริษัทได้ส่งเสริมพนักงานเข้ารับการฝึกอบรมภายนอกกับสถาบันต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ใหม่ๆ ให้พนักงานนำมาใช้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีการจัดให้พนักงานไปศึกษาดูงานกับบริษัทชั้นนำที่ประสบความสำเร็จ ในการดำเนินงานด้านต่างๆ ทั้งในอุตสาหกรรมเดียวกันและต่างอุตสาหกรรม

3. การมุ่งเน้นการค่านิยม วัฒนธรรมองค์กร และสร้างความผูกพันในองค์กร

มุ่งเน้นการเสริมสร้างความผูกพันในองค์กรผ่านการนำเสนอและจัดกิจกรรมให้พนักงานตระหนักถึงค่านิยมของบริษัท อันนำไปสู่วัฒนธรรมและพฤติกรรมในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2568 ผลสำรวจระดับความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรเท่ากับร้อยละ 83.50 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 เดิมอยู่ที่ร้อยละ 83.25

4. ความหลากหลายในบริษัท  

บริษัทมีพนักงานที่มีความหลากหลาย ทั้งทางด้าน เชื้อชาติ เพศ และอายุ ความหลากหลายนี้ช่วยให้สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้มีส่วนได้เสีย และลักษณะธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างสร้างสรรค์ โดยบริษัทได้กำหนดคุณสมบัติในการสรรหาและการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อเตรียมความพร้อมในการเติบโตในสายอาชีพอย่างเท่าเทียม

5. การดูแลพนักงาน

พนักงานคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ บริษัทได้ดูแลใส่ใจพนักงาน เพื่อให้พนักงานทำงานได้อย่างมีความสุข โดยการดำเนินการต่างๆ เช่น โครงการ Happy Workplace (องค์กรแห่งความสุข) โครงการสร้างการมีส่วนร่วมและความสัมพันธ์อันดีกับพนักงานทุกระดับ กิจกรรมแรงงานสัมพันธ์  บริษัทได้จัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการโดยสรรหาด้วยวิธีเลือกตั้งตัวแทนจากพนักงานเพื่อให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเท่าเทียม ปัจจุบันมีพนักงานเข้าร่วมเป็นตัวแทนจำนวน 19 คน

6. ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน  

บริษัทได้ดำเนินการบริหารจัดการและพัฒนางานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยต้องการให้พนักงานเกิดการตระหนักและเห็นถึงความสำคัญในการดูแลตนเองและเพื่อนร่วมงานให้ทำงานอย่างปลอดภัยไม่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานผ่านโครงการต่างๆ เช่น การรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากการทำงาน (Zero Accident Campaign) โครงการจิตอาสาสร้างวินัย วัฒนธรรมความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม (BBS) การตรวจสอบพื้นที่การปฏิบัติงาน (Safety Patrol) การเฝ้าระวังสุขภาพพนักงานอันเนื่องจากการสัมผัสปัจจัยเสี่ยงจากการทำงาน โดยมีคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน กำกับดูแล ตรวจสอบความปลอดภัยและเสนอแนะมาตรการในการปรับปรุงด้านความปลอดภัยในทุกพื้นที่ ภายใต้การสนับสนุนอย่างดีจากทุกหน่วยงาน โดยมุ่งมั่นที่จะดำเนินการหามาตรการต่างๆ ที่จะช่วยทำให้มีค่าอัตราความถี่การบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานต่อหนึ่งล้านชั่วโมงการทำงาน (Loss-time Injury Frequency Rate: LTIFR) เท่ากับศูนย์ และไม่มีพนักงานป่วยเป็นโรคอันเนื่องมาจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทมีผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ โดยในปี 2567 และปี 2568 บริษัทมีค่าอัตราความถี่การบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานต่อหนึ่งล้านชั่วโมงการทำงาน  (Lost Time Injury Frequency Rate: LTIFR) เท่ากับศูนย์ (0)  พนักงานไม่เจ็บป่วยจากโรคอันเนื่องมาจากการทำงานเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายด้านความปลอดภัยได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

ค่าอัตราความถี่การบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานต่อหนึ่งล้านชั่วโมงการทำงานกลุ่มเอสเอสไอ
บริษัทพ.ศ.2564พ.ศ.2565พ.ศ.2566พ.ศ.2567พ.ศ.2568
SSI0.000.000.330.000.00
TCRSS0.493.521.490.000.00
WCE1.451.410.990.000.49
PPC3.583.610.000.000.00
SSI GROUP0.741.490.820.000.12

LTIFR = (จำนวนรายที่บาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานหนึ่งวันขึ้นไป x 1,000,000) / ชั่วโมงการทำงานทั้งหมด
* ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568

7. การฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน  

การฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการป้องกันและลดอุบัติเหตุ รวมถึงการเจ็บป่วยจากการทำงานของพนักงาน บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการฝึกอบรมด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานทุกระดับมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งอันตรายจากการปฏิบัติงาน ตลอดจนแนวทางการป้องกันและควบคุมอันตรายอย่างเหมาะสม

โดยในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน รวมทั้งสิ้นจำนวน 22 หลักสูตร โดยมีการจัดอบรมรวม 55 ครั้ง นอกจากนี้ บริษัทได้มีการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานการทำงานของทุกกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามีความทันสมัย สามารถควบคุมอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้ปฏิบัติงานสามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานได้จริงตามที่กำหนด

8. การป้องกันอัคคีภัยและกู้ภัยฉุกเฉิน   

บริษัท มีการบริหารจัดการเพื่อเตรียมความพร้อมในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และมีกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมภัยธรรมชาติ ได้แก่ อุทกภัย พายุลมแรง สึนามิ ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว และแผ่นดินถล่ม เพื่อช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยความคุ้มครองดังกล่าวครอบคลุมความเสียหายต่อทรัพย์สิน การหยุดชะงักทางธุรกิจ รวมถึงความเสียหายของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ กรมธรรม์ดังกล่าวยังครอบคลุมความเสียหายอันเนื่องมาจากอัคคีภัยในทุกกรณีอีกด้วย

ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองการตอบสนองเหตุฉุกเฉินในแต่ละพื้นที่ ของโรงงาน รวมทั้งสิ้นจำนวน 24 ครั้ง เพื่อทดสอบและเสริมสร้างความพร้อมของพนักงานและระบบการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ พนักงานของบริษัทได้รับการฝึกอบรมดับเพลิงขั้นต้นตามที่กฎหมายกำหนด คิดเป็นร้อยละ 88.75 ของพนักงานทั้งหมด

9. การค้าด้วยความเป็นธรรม  

บริษัทตระหนักถึงการปฏิบัติต่อคู่แข่งขันทางการค้าอย่างเป็นธรรม โดยปฏิบัติตามข้อกฎหมายของภาครัฐ เช่น พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ 2542 ประกอบกับบริษัทจะไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็นความลับของคู่แข่งทางการค้าด้วยวิธีที่ไม่สุจริตหรือไม่เหมาะสม และไม่ทำลายชื่อเสียงของคู่แข่งทางการค้าด้วยการกล่าวหาในทางร้าย รวมถึงร่วมกันดำเนินการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมร่วมกัน

นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมเป็นแกนนำของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย โดยผู้บริหารของบริษัท ผู้บริหารของคู่แข่งทางการค้า และผู้บริหารของคู่ค้าได้เข้าร่วมเป็นกรรมการ โดยจัดประชุม และมีกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ มีการพบปะสังสรรค์กับผู้บริหารของคู่แข่งทางการค้า เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อีกทั้งบริษัทยังได้เป็นแกนนำในการสร้างความร่วมมือกันของกลุ่มสมาคมผู้ผลิตเหล็กในประเทศรวม 10 สมาคม ซึ่งมีสมาชิกรวมกัน 516 บริษัท ปริมาณการจ้างงานทางตรงรวมกว่า 51,000 อัตรา เพื่อสร้างความเข้มแข็งของผู้ผลิตเหล็กในประเทศ โดยการร่วม ส่งเสริม และผลักดันนโยบายการค้าและการแข่งขันที่เป็นธรรม ผ่านหน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการที่สำคัญเช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด หรือมาตรการตอบโต้การนำเข้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการที่ช่วยปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการระงับ หรือลดการส่งเสริมการลงทุน หรือห้ามตั้ง และขยายโรงงานในอุตสาหกรรมเหล็กที่มีปัญหากำลังการผลิตมากเกินกว่าความต้องการใช้ในประเทศ

10. การดำเนินงานกิจกรรมด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน  

บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาชุมชนและสังคมตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน (ESG) มาบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินกิจกรรมร่วมกับชุมชนและสังคม เพื่อให้เกิดความสมดุล เกิดคุณค่าร่วมและประโยชน์กับผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ด้าน คือ การพัฒนาสังคม การร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนและสังคมจำนวน 20 โครงการ อาทิ

    – การพัฒนาสังคม: 1) โครงการเดิน-วิ่งการกุศลฅนเหล็กมินิมาราธอน 2) โครงการทวิภาคีพัฒนาบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมเหล็ก 3)  โครงการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนในชุมชน 4) โครงการพัฒนาทักษะวิทยาการคำนวณเยาวชนบางสะพาน (Coding) 5) โครงการเอสเอสไออาสา

   – การร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ:  1) โครงการศูนย์ขยายโอกาสทางธุรกิจ 2) โครงการจัดซื้อสินค้าชุมชนและสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3) โครงการพัฒนาศักยภาพกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชน 4) โครงการฝึกอบรมความปลอดภัยให้แก่ชุมชนท่องเที่ยวบางสะพาน

   – การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม: 1) โครงการพัฒนาเครือข่ายประมงพื้นบ้านอำเภอบางสะพาน 2) โครงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติหาดแม่รำพึง 3) โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้และจัดการขยะในชุมชน 4) โครงการพัฒนาบางสะพานชุมชนคาร์บอนต่ำ