มิติเศรษฐกิจ

การจัดการผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ

บริษัทให้ความสำคัญในการจัดการผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ ตั้งแต่กิจกรรมต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดความยั่งยืน และลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความยั่งยืน  โดยได้มีวิเคราะห์กิจกรรม กลุ่มเป้าหมาย สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และตอบสนองความหวังให้แก่กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่างๆขององค์กร ดังนี้  

ห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ

กิจกรรมหลัก (Primary Activities) ของบริษัทมีดังนี้ 

ห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ

กิจกรรมหลัก (Primary Activities) ของบริษัทมีดังนี้ 

1. การจัดหาวัตถุดิบ
บริษัทจัดหาวัตถุดิบเหล็กแท่งแบน (Slab) จากต่างประเทศทั้งหมด โดยกระจายแหล่งจัดซื้อจากผู้ผลิตใน หลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อเสริมความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง ในปี 2568 บริษัทจัดซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตใน 5 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ แอฟริกา และตะวันออกกลาง ผ่านการเจรจาต่อรองเป็นรายเดือน ทั้งการซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายและการซื้อโดยตรงจากผู้ผลิต โดยคำนึงถึงภาวะตลาดและโครงสร้างต้นทุนเป็นสำคัญ
บริษัทดำเนินการบริหารจัดการแหล่งจัดหาวัตถุดิบภายใต้กรอบความร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายและผู้ผลิต ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลประมาณการความต้องการใช้วัตถุดิบในรูปแบบรายปีหรือรายไตรมาส ข้อมูลดังกล่าวใช้ประกอบการวางแผนจัดสรรปริมาณวัตถุดิบของผู้ผลิตในการเสนอขาย ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นข้อผูกพัน ในการสั่งซื้อ แต่ช่วยเพิ่มความพร้อมของวัตถุดิบและสนับสนุนความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานในภาพรวม

ในปี 2568 สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกยังคงมีความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและการใช้มาตรการทางการค้าของประเทศหลัก ส่งผลให้โครงสร้างอุปสงค์–อุปทานเหล็กโลกมีความผันผวน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวเอื้อให้เกิดปริมาณวัตถุดิบส่วนเกินในตลาดโลก และเปิดโอกาสให้บริษัทมีทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบที่หลากหลายมากขึ้น

ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทสามารถขยายฐานแหล่งจัดหาวัตถุดิบ โดยมีการจัดซื้อจากผู้ผลิตรายใหม่ จำนวน 3 รายในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

2. การผลิตสินค้า
บริษัทดำเนินการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนด้วยกระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติ และพัฒนากระบวนการผลิตโดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินการผลิตตามระบบการจัดการคุณภาพ (Quality Management System – QMS) ระดับสากล เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ อย่างสม่ำเสมอ มีความพร้อมในการปรับกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ด้านความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

บริษัทมุ่งปลูกฝังวัฒนธรรมการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมไคเซ็น (Kaizen) ทั่วทั้งองค์กร การส่งเสริมความเป็นเลิศด้านการปรับปรุงทางวิศวกรรม (Engineering Improvement) และการวิจัยและพัฒนา (R&D) การขับเคลื่อนกิจกรรมบำรุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม (Total Productive Maintenance – TPM) การดำเนินกิจกรรมวงจรควบคุมคุณภาพ (Quality Control Cycle – QCC) และการส่งเสริมการทำงาน แบบกลุ่มทำงานข้ามสายงานในรูปแบบ Task Force Group ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและการพัฒนาการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการควบคุมต้นทุนการผลิตให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้

3. การขายและการตลาด
บริษัทดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนให้แก่อุตสาหกรรมหลักหลายประเภท อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อสร้าง และบรรจุภัณฑ์ โดยให้ความสำคัญกับทุกกลุ่มลูกค้า บริษัทใช้กลยุทธ์การขาย ที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมและลูกค้าเป็นรายกรณี โดยนำเสนอรูปแบบการขายล่วงหน้า (Forward Sale) การขายรายไตรมาส (Quarterly Sale) การขายรายเดือน (Monthly Sale) และการขายรายครั้ง (Spot Sale) เพื่อลดความผันผวนของตลาดที่ใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบ ทั้งนี้ บริษัทมุ่งรักษาสมดุลระหว่างราคาขายสินค้าและต้นทุนวัตถุดิบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความมั่นคงทางธุรกิจแก่คู่ค้าและผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างราคาและกลยุทธ์ทางการค้าให้สอดคล้องกับภาวะตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อป้องกันการทุ่มตลาดจากสินค้านำเข้าและการค้า ที่ไม่เป็นธรรม พร้อมพัฒนาโครงการ Gold Partnership Program เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงจากภาวะตลาดซบเซาหรือสินค้าขาดแคลน อีกทั้งในปี 2568 ได้มีการขยายตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยมี การขายสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น เบลเยียม อิตาลี เยอรมัน และเริ่มมีการศึกษาการแบ่งกลุ่มตลาดให้มี ความละเอียดและชัดเจนมากขึ้น โดยแบ่งตลาดย่อย (Sub-segment) จากผลิตภัณฑ์ที่นำไปใช้งานแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดกลยุทธ์การตลาดที่ชัดเจนและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าแต่ละตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 2568 บริษัทมุ่งเน้นการขายผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง (Differentiated product) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบ พัฒนา ยกระดับให้มีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป และตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยมีสัดส่วนยอดขายของสินค้ากลุ่มนี้อยู่ที่ร้อยละ 53 ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และวางเป้าหมายการขายสินค้ากลุ่มนี้ ให้มีสัดส่วนสูงขึ้นไปที่ร้อยละ 60 ในปี 2569 เพื่อเพิ่มยอดขายและมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น

ในด้านการบริหารจัดการ บริษัทวิเคราะห์และวางแผนการขายให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อ พร้อมบริหารจัดการวัตถุดิบ การผลิต และการส่งมอบสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการจัดการและวางแผนห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดระยะเวลาการส่งมอบสินค้าให้รวดเร็วขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ บริษัทได้สนับสนุนนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศ โดยได้นำผลิตภัณฑ์ของบริษัทเข้ารับการรับรอง MiT (Made in Thailand) ซึ่งเป็นการรับรองสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อยืนยันถึงคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไทย พร้อมทั้งส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เลือกใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น อันเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

4. การส่งมอบสินค้า
บริษัทให้ความสำคัญกับการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ถูกต้อง ตรงต่อความต้องการของลูกค้า และตรงต่อเวลา โดยควบคุมพัฒนาทุกกระบวนการกิจกรรมการส่งมอบสินค้าของบริษัท ตั้งแต่กระบวนการภายในบริษัท กระบวนการขนส่งสินค้า กระบวนการส่งมอบสินค้าจนกระทั่งถึงลูกค้าอย่างปลอดภัย โดยทุกกระบวนการได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลัก ความปลอดภัย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระเบียบและข้อกำหนดทางสังคม และปฏิบัติตามกฎระเบียบของลูกค้าแต่ละราย พร้อมติดตามการดำเนินงาน โดยมีการวางเกณฑ์ การประเมินและปรับปรุงกระบวนการส่งมอบสินค้า อาทิ การจัดทำ กลุ่มติดตามการทำงานด้านโลจิสติกส์ร่วมระหว่างบริษัทและผู้รับจ้างขนส่ง รวมถึงการจัดทำกิจกรรมผ่านชมรมผู้ประกอบการขนส่งบางสะพานและศูนย์ปฏิบัติการควบคุมขนส่งสินค้า (Operation Control Center) ที่เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดตามรถขนส่งสินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และรับข้อร้องเรียนรวมถึงข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มสำหรับนำมาปรับปรุงพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง บริษัทยังให้ความใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อม ได้มีการปรับกระบวนการส่งมอบสินค้าในห่วงโซ่อุปทานสีเขียว โดยขนส่งสินค้าทางเรือเพิ่มมากขึ้น และได้ตั้งเป้าหมาย ปี 2569 ในการลดการปล่อย Carbon Emission ในกระบวนการขนส่งสินค้าลงมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 2

5. การบริการหลังการขาย
บริษัทมีช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้าเพื่อรับข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะ และคำติชมจากทางลูกค้า ซึ่งมุ่งเน้น ด้านความรวดเร็วในการให้บริการเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่ได้เปรียบทางด้านธุรกิจของลูกค้า โดยกำหนดเป้าหมายการให้บริการหลังการขายในด้านการปิดข้อร้องเรียนภายใน 15 วันทำการ และประชุมติดตามการใช้งานผลิตภัณฑ์กับลูกค้า รวมถึงการพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดรับกับการดำเนินธุรกิจของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้เข้ารับฟัง และสอบถามข้อเสนอแนะการใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่มตลาด (Empathy Program) สำหรับนำมาปรับปรุง แก้ไข พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าเป็นประจำทุกปี เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และหาแนวทางการบริหารจัดการประเด็นที่ลูกค้าให้ความสำคัญ ตลอดจนให้ความรู้ คำปรึกษากับลูกค้า

การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญต่อห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ โดยบริษัทได้แบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียเป็น 7 กลุ่ม ประกอบด้วย  1) ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน  2) ลูกค้า  3) คู่ค้า  4) คู่แข่งทางการค้า  5) พนักงาน  6) องค์กรกำกับดูแล   และ 7) สังคมและชุมชน พร้อมกับบริหารจัดการผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบดำเนินการ

การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ ปี 2568

การประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน  

บริษัทประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นดังกล่าวซึ่งครอบคลุมถึงการทบทวนความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต โดยพิจารณาจากความสำคัญที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจ ระดับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อสะท้อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแล และการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนานวัตกรรม

นโยบายนวัตกรรม 

นวัตกรรม คือ กุญแจสำคัญที่จะทำให้องค์กรสามารถแข่งขันในตลาดได้ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)  เป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการภายในองค์กรให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทถือว่าระบบจัดการด้านนวัตกรรม มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียเกิดความไว้วางใจอย่างยั่งยืน บริษัทจึงได้กำหนดนโยบาย ด้านนวัตกรรม ดังนี้

“สร้างสรรค์นวัตกรรมกระบวนการ บริการที่มีนวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง
ภายใต้กรอบกลยุทธ์ขององค์กร 

เพื่อให้การดำเนินงานด้านนวัตกรรมเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด บริษัทได้กำหนดแนวทางการจัดการนวัตกรรม ดังต่อไปนี้

  1. กำกับ สนับสนุน และกำหนด นโยบาย เป้าหมายการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการ บริการที่มีนวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร
  2. ส่งเสริมและขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมกระบวนการ บริการที่มีนวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างใหม่ ที่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มพิเศษให้แก่องค์กรและลูกค้า
  3. ติดตาม ประเมินผล และทบทวนผลลัพธ์ของนวัตกรรมกระบวนการ บริการที่มีนวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง เพื่อให้เกิดประโยชน์และผลตอบแทนต่อองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้มีระบบการจัดการนวัตกรรม ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนโยบายนวัตกรรมนี้จะถ่ายทอดถึงพนักงานทุกระดับ เพื่อให้เกิดความตระหนักและมุ่งมั่นในการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาระบบการจัดการนวัตกรรมและนวัตกรรมธุรกิจ

กระบวนการสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อเปิดโอกาสการแข่งขันในด้านธุรกิจ บริษัทได้นำระบบการจัดการนวัตกรรม ISO 56002 มาใช้ในองค์กรตั้งแต่ต้นปี 2565 และได้ขอรับการทวนสอบ (Verify) เพื่อแสดงความสอดคล้องของการนำมาตรฐานไปปฏิบัติ จากสถาบันรับรองชั้นนำ MASCI โดยบริษัทเป็นรายแรกของผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนเหล็กม้วนในประเทศไทยที่ผ่านการทวนสอบและได้รับประกาศนียบัตรของระบบการจัดการนวัตกรรม ISO 56002 เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณค่าต่อลูกค้าและสังคม

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เหล็ก

เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (Hot-Rolled Coil) ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น โครงสร้างงานก่อสร้างขนาดใหญ่ การผลิตท่อเหล็ก การผลิตถังแก๊ส การผลิตชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า การผลิตเฟอร์นิเจอร์เหล็ก การผลิตตู้คอนเทนเนอร์ การผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น หม้อต้มไอน้ำ ภาชนะรับแรงดันสูง อุตสาหกรรมต่อเรือ และศูนย์บริการเหล็ก (Service Center) เป็นต้น 

เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนของบริษัท ประกอบด้วย

  • เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน ที่มีขนาดความกว้างระหว่าง 750 – 1,565 มิลลิเมตร และความหนาระหว่าง 0.90 -20.00 มิลลิเมตร ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับการใช้ในประเทศ และตามมาตรฐานคุณภาพสากล เช่น Japanese Standard, American Standard, DIN Standard, British Standard และอื่นๆ โดยบริษัทได้ดำเนินโครงการขยายมีกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนเป็นสูงสุด 4 ล้านตันต่อปีเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทให้สามารถผลิตเหล็กได้บางสุด 0.90 มิลลิเมตร ไปจนถึงหนาสุด 22.00 มิลลิเมตร และปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตลดลง ทั้งนี้ ในปี 2551 บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนไม่กี่รายของโลก ที่สามารถผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีขนาดความบางสุดได้ถึง 0.90 มิลลิเมตร ในเชิงพาณิชย์ และ ณ ปัจจุบัน บริษัทประสบผลสำเร็จในการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีขนาดบางสุด 0.80 มิลลิเมตร
  • เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนประเภทปรับผิวและเคลือบน้ำมัน หรือ “Clean Strip” ที่มีขนาดความกว้างระหว่าง 750 – 1,565 มิลลิเมตร และความหนาระหว่าง 1.20 – 7.00 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นมาตรฐานสูง สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า โครงการนี้เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2547

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง (Differentiated Products) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อยกระดับคุณภาพของสินค้าให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมก้าวสู่ความเป็นผู้นำในตลาดเหล็กแผ่นรีดร้อนคุณภาพสูง มุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เหล็กและการบริการที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษสำหรับลูกค้าและผู้บริโภค ได้แก่
      – ผลิตภัณฑ์ที่ปรับแต่งพิเศษตามความต้องการของลูกค้า (Customized Products)
      – ผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนความแข็งแรงสูง (High Strength Steel)
      – ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (Innovated Value Products – IVP)
      – ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ SSI (Unique Products)
ซึ่งมีการออกแบบและการควบคุมคุณภาพพิเศษแตกต่างจากผลิตภัณฑ์หลักของ SSI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า

ในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มกับลูกค้า จำนวน 3 รายการ ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดังนี้

  • HRC-WF400 เป็นผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนคุณภาพผิวเรียบพิเศษ (Wrinkle Free) สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและงานที่ต้องการคุณภาพผิวหลังการทำสีเรียบ สวยงาม
  • SM490YA – 1.50 mm. เป็นผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนกำลังสูงบางพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ช่วยให้โครงสร้างมีความแข็งแรงสูง แต่น้ำหนักเบาลง สนับสนุนการลดการใช้วัสดุในแนวทางการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • QSTE500TM และ QSTE550TM เป็นผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนกำลังสูงภายใต้มาตรฐานจีนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อรองรับการขยายการลงทุนของค่ายรถยนต์จากประเทศจีนในประเทศไทย

นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า xEV (Hybrid, Plug-in Hybrid, EV และ Fuel Cell) บริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างคุณค่าเพิ่มสำหรับยานยนต์ยุคใหม่ โดยเน้นเทคโนโลยีวัสดุน้ำหนักเบา (Lightweight Materials) เพื่อช่วยลดน้ำหนักตัวรถ (Lighter Body) และเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ปัจจุบัน บริษัทสามารถผลิตเหล็ก High Tensile กำลังดึง 650 MPa สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ และได้เริ่มศึกษาและพัฒนาเหล็กกำลังสูงระดับ 780 MPa เพื่อรองรับความต้องการวัสดุสมรรถนะสูงในอนาคต ควบคู่กับการสนับสนุนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมและสนับสนุนการเติบโตของความต้องการใช้เหล็กในประเทศอย่างยั่งยืน

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เหล็กและบริการเพิ่มเติมได้ที่:  สายงานการขายและการตลาด บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ โทรศัพท์ 02-630-0280-6 ต่อ 1105, 1234