มิติสิ่งแวดล้อม

นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม 

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กในฐานะกลไกสำคัญที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศ ซึ่งกระบวนการผลิตจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ บริษัทจึงให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับการบริหารจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนดนโยบายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแผนงาน ด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ เพื่อควบคุม ลด และชดเชยการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

โดยมีสำนักจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการบริหารจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานผลิตในโรงงาน โดยแต่งตั้งผู้จัดการสิ่งแวดล้อม ผู้ควบคุมและผู้ปฏิบัติงานประจำ ระบบควบคุมบำบัดมลพิษ น้ำ อากาศ และกากของเสียครบถ้วนตามกฎหมาย และปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ได้แก่ การศึกษาและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการผลิตเหล็ก มาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ISO 14001 และมาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ISO 45001

สำหรับภายนอกพื้นที่โรงงาน บริษัทมีการดำเนินการร่วมกันกับบริษัทในกลุ่มเอสเอสไอในพื้นที่อำเภอบางสะพาน เพื่อส่งเสริมการสร้างจิตสำนึก ความร่วมมือระหว่างชุมชนกับโรงงานผ่านกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี

การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม

การจัดการพลังงาน

บริษัทให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน เนื่องจากพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตสินค้าและเป็นต้นทุนรองจากวัตถุดิบ บริษัทมุ่งมั่นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้เกิดคุณค่าสูงสุด พร้อมลดการสูญเปล่าของพลังงาน โดยบริษัทได้นำระบบบริหารจัดการพลังงานตามมาตรฐาน ISO 50001 มาใช้ในการดำเนินงาน ภายใต้การกำกับดูแลของคณะจัดการพลังงาน ระบบนี้ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนการผลิต และบริการให้มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น

จากการบริหารจัดการพลังงานของบริษัทในปี 2568 บริษัทมีการใช้พลังงาน 2,161 เมกะจูลต่อตัน (MJ/Ton)  ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีการใช้พลังงานอยู่ที่ 2,191 เมกะจูลต่อตัน (MJ/Ton) พบว่าบริษัทสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ 30 เมกะจูลต่อตัน (MJ/ton) ของผลิตภัณฑ์ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.37 ของอัตราการใช้พลังงานในปีก่อน เทียบเท่ากับการลดการปลดล่อย CO2 ได้ 5.59 เมตริกตัน (Mt) ในปี 2568  ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานไฟฟ้า ด้วยการลดความสูญเปล่าของระบบการจ่ายน้ำในกระบวนการผลิต และจากสถานการณ์ผลิตที่มีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ ส่วนพลังงานความร้อนจากน้ำมันเตามีอัตราการใช้ลดลงจากสถานการณ์ผลิตที่มีอัตราการใช้น้ำมันเตาต่ำลง

การจัดการน้ำ

โรงงานเอสเอสไอบางสะพานใช้น้ำดิบจากคลองบางสะพาน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำผิวดินขนาดใหญ่ และอยู่ห่างจากโครงการ 13.5 กิโลเมตร โดยสูบน้ำมายังบ่อเก็บน้ำในโครงการที่มีความจุรวม 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร และกำหนดมาตรการไม่สูบน้ำจากฝายบางสะพานในช่วงฤดูแล้งซึ่งระดับน้ำในฝายต่ำกว่า 2.2 เมตร รวมถึงการออกแบบโรงงานให้มีการหมุนเวียนน้ำมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่องในสายการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน จากการบริหารจัดการน้ำใช้ของโรงงาน ทำให้บริษัทสามารถดำเนินการผลิตได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหา เรื่องการแย่งน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันกับชุมชนและภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ โดยในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทยังคงดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

ในส่วนการบำบัดน้ำเสีย บริษัทติดตั้งระบบบำบัดน้ำทางเคมีสำหรับน้ำเสียที่เกิดขึ้นในสายการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน ชนิดปรับผิว และเคลือบน้ำมัน ติดตั้งถังตกตะกอน ถังกรองทรายและระบบดักไขมันในสายการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนและติดตั้งระบบบำบัดทางชีวภาพสำหรับน้ำทิ้งจากการอุปโภคและบริโภคในโรงงาน โดยคุณภาพน้ำในระบบทั้งหมด มีการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ และตรวจสอบซ้ำโดยหน่วยงานภายนอกซึ่งได้รับอนุญาตจากทางราชการเป็นระยะๆ ทั้งนี้ น้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วจะมีการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ และบางส่วนได้นำไปรดน้ำต้นไม้ โดยไม่มีการระบายน้ำทิ้งออกนอกโรงงาน (Zero Discharge)

ในรอบปี 2568 โรงงานเอสเอสไอบางสะพานมีปริมาณการใช้น้ำที่ 0.83 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบด้วย

1) สายการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 0.29 ล้าน ลูกบาศก์เมตร
2) สายการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดล้างผิวและเคลือบน้ำมัน 0.07 ล้านลูกบาศก์เมตร
3) น้ำเพื่อการสาธารณูปโภค 0.47 ล้านลูกบาศก์เมตร

การควบคุมคุณภาพน้ำ

บริษัทได้ออกแบบระบบบำบัดให้ไม่มีการระบายน้ำเสียใดๆ ออกนอกโรงงาน (Zero Discharge) ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทได้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำภายในและภายนอกบริเวณโรงงาน ดังนี้ 

1. การตรวจวัดคุณภาพน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว จำนวน 4 สถานี โดยหน่วยงานภายนอกที่ได้รับอนุญาต จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่ามีผลการตรวจวัดดีกว่าค่ามาตรฐานน้ำทิ้ง ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ.2560

2. การตรวจวัดคุณภาพน้ำใต้ดินทุกครึ่งปี จำนวน 9 สถานี โดยหน่วยงานภายนอกที่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง บริษัทจึงดำเนินการเฝ้าระวังความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น โดยในรอบหลายปีที่ทำการตรวจวิเคราะห์ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่มีนัยสำคัญ

3. การตรวจคุณภาพน้ำผิวดินในแหล่งน้ำสาธารณะทุกครึ่งปี จำนวน 3 สถานี ประกอบด้วย
1) คลองท่าขาม 2) ต้นน้ำคลองแม่รำพึง 3) ท้ายน้ำคลองแม่รำพึง โดยหน่วยงานภายนอกที่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าการประกอบกิจการของบริษัทจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การใช้สารเคมี

ระบบผลิตน้ำใช้ในกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน และกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดปรับผิวและเคลือบน้ำมันมีการใช้สารเคมีหลายชนิด โดยในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทไม่มีการนำสารเคมีชนิดใหม่เข้ามาใช้ และอัตราการใช้สารเคมีในกระบวนการต่างๆ ไม่มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบการปฏิบัติตามระบบมาตรฐาน ISO 14001 และ ISO 45001 การควบคุมและบริหารจัดการสารเคมีในโรงงานเป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติ โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงจำนวนหนึ่งซึ่งผู้เกี่ยวข้องได้นำไปจัดทำแผนงานเพื่อปรับปรุงแล้ว

การจัดการของเสียและมลพิษ

บริษัทมุ่งเน้นการลดปริมาณของเสียที่แหล่งกำเนิดด้วยหลัก 3R คือ การลดการก่อให้เกิดของเสีย (Reduce) การนำของเสียกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำของเสียไปเปลี่ยนสภาพ (Recycle) ทั้งนี้ ของเสียในกระบวนการผลิต และสำนักงาน จะถูกนำเข้าสู่โครงการลดการเกิดของเสีย โครงการนำของเสียกลับมาใช้ซ้ำ โครงการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ อาทิ ลดการปนเปื้อนของน้ำมันเก่าเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ รวบรวมเศษอาหารที่เหลือจากการบริโภคของพนักงานนำมาทำ น้ำหมักชีวภาพเละแจกจ่ายให้กับพนักงานได้ใช้ประโยชน์ ฯลฯ นอกจากนี้ บริษัทได้เลือกวิธีการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้น ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด คือ การกำจัดหรือการปรับสภาพของเสีย (Disposal) โดยบริษัทเลือกใช้บริการจากบริษัทผู้รับกำจัดกากของเสียที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน ได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการที่อนุญาต มีมาตรฐานในการดำเนินการจัดการกำจัดกากของเสียอย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และให้บริการเป็นที่ยอมรับแก่ผู้ใช้บริการ อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ การควบคุมการปฏิบัติการจัดการกากอุตสาหกรรม บริษัทมีผู้ควบคุมระบบมลพิษกากอุตสาหกรรมเป็นผู้ควบคุมดูแลจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย

ในปี 2568 บริษัทมีปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น  28,620.25 ตัน โดยมีรายได้จากการขายของเสีย 22,537.07 ตัน คิดเป็นมูลค่า 71.59 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสีย 17.61 ล้านบาท ซึ่งของเสียที่เหลือจากการขายดังกล่าวถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีการรีไซเคิล ร้อยละ 100 ซึ่งได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการตามข้อกำหนดของกฎหมาย

การควบคุมคุณภาพอากาศ

โรงงานเอสเอสไอบางสะพานถูกออกแบบให้มีการใช้เชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ ติดตั้งระบบควบคุมการเผาไหม้ด้วยคอมพิวเตอร์ ควบคุมระดับกำมะถันเจือปนในเชื้อเพลิงไม่เกินร้อยละ 2 ซึ่งมีผลให้ค่าการระบายอากาศออกนอกโรงงานของเอสเอสไอมีค่าดีกว่ามาตรฐาน และข้อกำหนดตามรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงาน สำหรับสายการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดปรับผิวและเคลือบน้ำมัน ได้มีการติดตั้งระบบดักจับไอกรด ทั้งในสายการผลิต และในหน่วยบำบัดกรดเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งมีผลทำให้ค่าการระบายอากาศออกนอกโรงงานมีค่าดีกว่ามาตรฐานและข้อกำหนดตามรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานเช่นเดียวกัน คุณภาพอากาศในบรรยากาศ ณ พื้นที่รอบโรงงาน มีการเฝ้าระวังและตรวจสอบคุณภาพอากาศในพารามิเตอร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงงานเป็นระยะๆ ตลอดปี โดยในปี 2568 ตรวจวัดทั้งสิ้น 5 สถานี ได้แก่ บ้านท่าขาม บ้านท่ามะนาว บ้านกลางอ่าว บ้านทับมอญ และบ้านบ่อทองหลาง โดยมีคุณภาพอากาศตามพารามิเตอร์ต่างๆ ที่ตรวจวัด ได้แก่
        1. ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงของความเข้มข้นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศ
        2. ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงของความเข้มข้นก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศ
        3. ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงของปริมาณฝุ่นละอองรวมในบรรยากาศ
        4. ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงของความเข้มข้นก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ในบรรยากาศ
        5. ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงของปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน
        6. ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงของปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน
ผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศตามพารามิเตอร์ดังกล่าวพบว่ามีค่าดีกว่ามาตรฐานที่กำหนดมากในทุกสถานีตรวจวัด และมีค่าอยู่ในช่วงเดียวกับการตรวจวัดที่ผ่านมาในทุกสถานีและทุกพารามิเตอร์

ความหลากหลายทางชีวภาพ 

บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการรักษาสมดุลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ เป้าหมาย SDG 15 (ชีวิตบนบก) โดยร่วมมือกับบริษัทในกลุ่มเอสเอสไอ ดำเนินโครงการสำรวจความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่โดยรอบโรงงาน  ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญต่อความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนี้

โครงการสำรวจความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต  บริษัทคำนึงถึงการรักษาความสมดุลในระบบนิเวศ การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงมีการสำรวจความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่รอบโรงงานของบริษัท และบริษัทในกลุ่มเหล็กสหวิริยา อำเภอบางสะพาน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของบริษัทไม่กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต โดยดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา18 ปี (พ.ศ.2551-2568)  บริษัทว่าจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ดำเนินการสำรวจความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ธรรมชาติใกล้เคียงโรงงาน ได้แก่ ทุ่งดอนสำราญ ทุ่งลานควาย  ทุ่งนกกระเรียน ป่าชายเลนริมฝั่งคลองแม่รำพึง และวนอุทยานป่ากลางอ่าว

จากการศึกษาชนิดของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ดังกล่าว ในเดือนกันยายน และเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 พบสัตว์ทั้ง 4 ชั้นเป็นจำนวนรวมกัน 126 ชนิด ประกอบด้วย 1) สัตว์ที่พบเห็นตัวโดยตรงหรือจากร่องรอยและหลักฐานของ ตัวสัตว์หรือจากการรับฟังเสียงร้องจำนวน 125 ชนิด และ 2) สัตว์ที่ได้ข้อมูลจากการสอบถามจำนวน 1 ชนิด (งูปากกว้างน้ำเค็ม) จำแนกเป็นจำนวนชนิดสัตว์แต่ละชั้นคือ 1) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 14 ชนิด 2) สัตว์เลื้อยคลาน 22 ชนิด 3) นก 82 ชนิด และ 4) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 8 ชนิด

ทั้งนี้ สามารถแจกแจงเป็นจำนวนชนิดในพื้นที่ศึกษาแต่ละแห่งโดยรอบโรงงานกลุ่มเหล็กสหวิริยา ดังนี้ 
(1)
ทุ่งดอนสำราญ จำนวน 72 ชนิด   
(2)
ทุ่งลานควาย จำนวน 81 ชนิด   
(3)
ทุ่งนกกระเรียน จำนวน 64 ชนิด   
(4)
ป่าชายเลนริมฝั่งคลองแม่รำพึง จำนวน 69 ชนิด  
(5)
ป่าดิบชื้นพื้นราบของวนอุทยานป่ากลางอ่าว จำนวน 60 ชนิด   

จากการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ธรรมชาติโดยรอบใกล้เคียงโรงงานกลุ่มเอสเอสไอในปี พ.ศ. 2568 การดำเนินงานของโรงงานกลุ่มเอสเอสไอตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551-2568 ไม่ทำให้ความหลากชนิดของสัตว์เปลี่ยนแปลงในทางลดลง ระบบนิเวศบริเวณโดยรอบใกล้เคียงโรงงานในกลุ่มเอสเอสไอ อำเภอบางสะพาน มีความอุดมสมบูรณ์และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายชนิด โดยจะเห็นได้จากความหลากหลายของจำนวนชนิดของสัตว์ในแต่ละพื้นที่ศึกษา

การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

บริษัทตระหนักและให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย และมุ่งมั่นดําเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้วางกรอบนโยบาย และการดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจกอย่างครอบคลุม และชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของบริษัทที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ และยังเป็นการร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับนโยบายของประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นปฏิบัติและเป็นตัวอย่างที่ดี ในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมขององค์กรอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้กำหนด นโยบาย รวมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลุ่มบริษัทเอสเอสไอ (SSI Group Climate Action Committee) การรณรงค์เข้าร่วมกิจกรรมกับภาคประชาชนและภาครัฐอย่างสม่ำเสมอในการบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากปัญหาความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการและกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย

     1. บัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
บริษัทได้มีการติดตามและบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานในระดับองค์กร อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 โดยในปี 2568 บริษัทได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) เลขที่ใบรับรอง: TGO CFO FY26-04-095 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งบริษัทใช้หลักการคำนวณตามมาตรฐาน ISO 14064-1 (Specification with guidance at the organization level) ในการจัดทำข้อมูลการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวโดยผู้ทวนสอบภายนอก (Third Party) จากบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ โดยในปี 2567 ปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ปริมาณรวม 219,066 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

    การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเอสเอสไอ  (หน่วย:ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)

การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก2564266525662567
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope I)141,469144,218118,231140,770
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope II)102,30687,04284,10078,296
ปริมาณรวม243,775231,260202,331201,066

2. แพลตฟอร์มคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อมุ่งสู่ Net Zero
บริษัทได้เข้าร่วมโครงการทดสอบแพลตฟอร์มคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรเพื่อมุ่งสู่ Net Zero (ระยะที่ 2) ซึ่งดำเนินการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้องค์กรไทยสามารถติดตาม ประเมิน และบริหารจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้อย่างเป็นระบบ อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

ในการนี้ บริษัทได้เข้าร่วมทดลองใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าว เพื่อการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ในการพัฒนาและยกระดับ การบริหารจัดการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมภายในโรงงานอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ของบริษัทในการดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ผลิตเหล็กชั้นนำที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างรับผิดชอบ

3. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรตลอด Life Cycle Assessment (LCA) ของ SSI และ TCRSS ร่วมกับ Worldsteel Association
บริษัท และบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสเอสไอได้เข้าร่วมโครงการจัดทำการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) ร่วมกับ World Steel Association (worldsteel) อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของกระบวนการผลิตเหล็กให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาทิ ISO 14040 และ ISO 14044

การดำเนินงานภายใต้กรอบ LCA ของ worldsteel ช่วยให้บริษัทสามารถประเมินผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้พลังงานและทรัพยากร การขนส่ง ตลอดจนการจัดการในช่วงปลายอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ผลลัพธ์ที่ได้ถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดกลยุทธ์ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาประสิทธิภาพกระบวนการผลิต รวมถึงการสื่อสารข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งได้มีการดำเนินการรวบรวมข้อมูล LCI (Life Cycle Inventory) ของกลุ่มบริษัท เพื่อรายงานให้กับทาง worldsteel ในเดือนพฤศจิกายน 2568 และคาดว่าจะได้รับรายงานผลสรุปภายในปีต้นปี 2569

การเข้าร่วมโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทและบริษัทย่อย ในการดำเนินธุรกิจตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน การรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และการยกระดับ การดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของอุตสาหกรรมเหล็กระดับสากล ตลอดจนรองรับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและตลาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Marketing) ทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว

4. การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเหล็กสีเขียว (Green Steel Supply Chain) 
บริษัทได้ดำเนินการให้คำปรึกษา สนับสนุนองค์ความรู้ และเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมรวมถึงการจัดการก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มบริษัทต่อผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อส่งเสริมการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนให้กับบริษัท แปซิฟิกไพพ์ จำกัด (มหาชน) (พระประแดง มหาชัย 2 และ 3) โดยมีเป้าหมายขอรับรอง Carbon Footprint of Product (CFP) สำหรับผลิตภัณฑ์ทุกประเภทรวม 47 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ผลจากการดำเนินงาน บริษัท แปซิฟิกไพพ์ จำกัด (มหาชน) ได้ขึ้นทะเบียนฉลาก CFP กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) เรียบร้อยแล้วในเดือนตุลาคม 2568 และได้รับการอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนฉลากจากคณะกรรมการในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568