Sahaviriya Steel Industries PLC

ข่าวประชาสัมพันธ์องค์กร

 

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2557

 

11-2-big

 

 

  • ปริมาณขายเหล็กรวมรายไตรมาส 948 พันตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์รายไตรมาส
  • รายได้จากการขายและให้บริการรายไตรมาสรวม 19,011 ล้านบาท สูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากไตรมาส 1/2556
  • งบการเงินรวมขาดทุน 1,397 ล้านบาท ขาดทุนลดลงร้อยละ 52 จากไตรมาส4/2556 EBITDA พลิกเป็นบวก 75 ล้านบาท
  • ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนมีกำไร 347 ล้านบาท ยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ ร้อยละ 38
  • ธุรกิจโรงถลุงเหล็กขาดทุน 1,701 ล้านบาท ยอดขายเหล็กแท่งแบนลูกค้าภายนอก 486 พันตันสูงสุดเป็นประวัติการณ์

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/2557 ดังนี้

งบการเงินเฉพาะบริษัท บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 10,170 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 35 จากงวดเดียวกันของปีก่อน) โดยมีปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 462 พันตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากไตรมาสก่อน และ ลดลงร้อยละ 35 จากงวดเดียวกันปีก่อน) โดยเป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) ร้อยละ 38 ของปริมาณขายรวม  EBITDA 962 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 31จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 40 จากงวดเดียวกันปีก่อน)   และมีกำไรสุทธิ 347 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 363 จากไตรมาส 4/2556 และลดลงร้อยละ 60 จากงวดเดียวกันปีก่อน)

งบการเงินรวม บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 19,011 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 5 จากงวดเดียวกันของปีก่อน) สูงเป็นอันดับสองรองจากไตรมาส 1/2556 จากปริมาณขายเหล็กรวมสูงถึง 948 พันตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์รายไตรมาส Group EBITDA 75 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 105 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 91 จากงวดเดียวกันปีก่อน)   มีผลขาดทุนสุทธิ 1,397 ล้านบาท (ขาดทุนลดลงร้อยละ 52 จากไตรมาสก่อน และขาดทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากงวดเดียวกันปีก่อน)   

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/2557 ของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน มีดังต่อไปนี้

  • ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก  มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 12,513 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 16 จากงวดเดียวกันปีก่อน) EBITDA ติดลบ 883 ล้านบาท (ติดลบน้อยลงร้อยละ 53 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 9 จากงวดเดียวกันปีก่อน) มีผลขาดทุนสุทธิ 1,701 ล้านบาท(ขาดทุนลดลงร้อยละ 38 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 4 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
  • ธุรกิจท่าเรือ มีรายได้จากการให้บริการรวม 67 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 17 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 42 จากงวดเดียวกันปีก่อน) มีกำไรสุทธิ 13 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 57 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 71 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
  • ธุรกิจวิศวกรรม มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 214 7 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 4 จากงวดเดียวกันปีก่อน) เป็นรายได้นอกกลุ่มร้อยละ 56 และมีกำไรสุทธิ 1.7 86  จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 90 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
  • ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดเย็น  มีรายได้จากการขายรวม 2,812 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 12 จากงวดเดียวกันปีก่อน) ขาดทุนสุทธิ 109 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 2,548 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 187 จากงวดเดียวกันปีก่อน)

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสเอสไอ กล่าวว่า ในไตรมาสที่ 1/2557 เราประสบความสำเร็จใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ EBITDA กลุ่มกลับมาเป็นบวก 75 ล้านบาท หลังจากติดลบมา 3 ไตรมาส ยอดขายรวมของกลุ่มสูงสุด 948 ล้านตัน และยอดขายเหล็กแท่งแบนให้แก่บุคคลภายนอกสูงสุด 486 พันตัน 

 

ธุรกิจโรงถลุงเหล็กมี EBITDA ติดลบลดลงกว่าครึ่งจากไตรมาสก่อน หลังจากความพยายามในการลดต้นทุนในด้านต่างๆของเราเริ่มปรากฏให้เห็นผล เราประสบความสำเร็จในด้านส่วนต่างของราคา (Slab Spread) ที่สูงขึ้นร้อยละ 36 จากความแข็งแกร่งของตลาดเหล็กแท่งในโลก ซึ่งได้แรงผลักดันจากความต้องการในตลาดอเมริกาเหนือ และภาวะวัตถุดิบล้นตลาด เรามียอดขายเหล็กแท่งแบนให้แก่บุคคลภายนอกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 31

 

ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน ถึงแม้ว่ายังคงเผชิญปัญหาสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศส่งผลให้ยอดขายลดลงร้อยละ 25 ต่ำกว่าระดับการขายปกติ แต่ในไตรมาสที่ผ่านมาเราสามารถเพิ่มยอดขายเติบโตขึ้นร้อยละ 9 เพิ่มค่าการรีด (HRC Spread) ขึ้นร้อยละ 4 และเพิ่ม EBITDA ขึ้นร้อยละ 31

 

อย่างที่ผมเคยกล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า เราต้องมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านปฏิบัติการและขยายปริมาณการผลิตของเราให้สูงขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจของเราที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถึงสองเท่าตัวหลังจากการเชื่อมโยงธุรกิจต้นน้ำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการประหยัดจากขนาด ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ต้นทุนลดลง  เราเริ่มเห็นประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้แล้วในปัจจุบัน เป้าหมายต่อไปของเราคือการบรรลุถึงปริมาณขาย 1 ล้านตันต่อไตรมาส ซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานของเราดีขึ้นไปอีก

 

เรากล่าวได้อย่างมั่นใจว่าธุรกิจของกลุ่มเอสเอสไอได้ผ่านช่วงที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว เรายอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงมาเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจรในระดับโลกทำให้เราประสบความยากลำบาก แต่เรากำลังพลิกสถานการณ์การกลับมาและมุ่งมั่นที่จะสร้างตัวเลขผลการดำเนินงานที่ดีต่อไป

 

“สำหรับแนวโน้มของธุรกิจไปข้างหน้า เรายังคงมีความระมัดระวังแต่ก็มองเห็นแนวโน้มในแง่ดี แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจีนและสถานการณ์ในยูเครน เราเห็นตลาดเหล็กทั่วโลกปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและตลาดวัตถุดิบที่จะล้นตลาดมากขึ้น ซึ่งหมายความว่ายอดขายธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนของเราจะทรงตัวคงอยู่ในระดับต่ำในช่วงนี้ ในขณะที่ยอดขายของธุรกิจโรงถลุงเหล็กจะเติบโต และส่วนต่างราคาโดยรวมดีขึ้น เราจะยังคงเดินหน้าสร้างความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการและมุ่งเน้นการสร้างแผนต่อเนื่องของโครงการต่างๆที่จะเพิ่มมูลค่าของธุรกิจ ผ่านโครงการ AAA Projects ในขณะที่ในช่วงนี้เราเริ่มได้รับผลประโยชน์แล้วจากโครงการ AAA Projects แรก ๆ ของเราที่ได้ลงมือไปนายวินกล่าว

เอสเอสไอจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 25 

25th Annual General Meeting

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 25 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ไทยซีซีทาวเวอร์ กรุงเทพ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 โดยมีนายวิทย์ วิริยประไพกิจ ประธานกรรมการ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นของบริษัทเข้าร่วมประชุม ที่ประชุมได้รับรองผลการดำเนินงานประจำปี 2556 และนายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้รายงานผลงานด้านธุรกิจรวมถึงกลยุทธในการดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นการสร้างความเป็นเลิศทางด้านปฏิบัติการ และสร้างโอกาสในการเติบโตจากฐานธุรกิจ

 

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2556 และงวดปี 2556

ssi report result fund raising pros

 

ไตรมาส 4/2556

  • รายได้ขายและบริการ 16,100 ล้านบาท  ลดลงจากไตรมาส 3 ร้อยละ 4
  • ปริมาณขายเหล็ก 796 พันตัน จากเหล็กแผ่นรีดร้อน 425 พันตัน และเหล็กแท่งขายลูกค้าภายนอก 371 พันตัน หรือ ร้อยละ 52 ของปริมาณขายเหล็กแท่งรวม
  • ขาดทุน 2,907  ล้านบาท EBITDA ติดลบ 1,464 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ร้อยละ 0.2 และร้อยละ 9 ตามลำดับ
  • ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนพลิกกลับมีกำไร 75 ล้านบาท ยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ ร้อยละ 34
  • ธุรกิจโรงถลุงเหล็กขายลูกค้าภายนอก ร้อยละ 52  ขาดทุนสุทธิ 2,725 ล้านบาท

ประจำปี 2556

  • สร้างสถิติใหม่รายได้รวมของกลุ่ม 65,387 ล้านบาท ขายเหล็กรวม 3,243 พันตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และร้อยละ 31 ตามลำดับ
  • ขาดทุน 7,053  ล้านบาท ลดลงร้อยละ 73 จากการผลิต-ขายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจโรงถลุงเหล็ก-ต้นทุนขายและให้บริการรวมลดลง EBITDA ติดลบ 2,888 ล้านบาท 
  • ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนพลิกกลับมีกำไร 210  ล้านบาท มีรายได้  45,599 ล้านบาท ยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ ร้อยละ 34
  • ธุรกิจโรงถลุงเหล็กขายลูกค้าภายนอก ร้อยละ 40  ขาดทุนสุทธิ 7,259 ล้านบาท ขาดทุนลดลงร้อยละ 49 เนื่องจากต้นทุนลดลง
  • ปี 2557 ตลาดเหล็กส่งสัญญาณขาขึ้น  ความต้องการเหล็กในประเทศ 18 ล้านตัน

 


บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 4/2556 และผลการดำเนินงานงวดประจำปี 2556 ดังนี้
ไตรมาส 4/2556
งบการเงินเฉพาะบริษัท – บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 8,995 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 36 จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 425 พันตัน ลดลงร้อยละ 29 จากไตรมาสก่อน และ ร้อยละ 34 จากงวดเดียวกันปีก่อน โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) ร้อยละ 34 ของปริมาณขายรวม มีกำไรสุทธิ 75 ล้านบาท พลิกกลับจากขาดทุน 260 ล้านบาทในไตรมาส 3/2556 และจากขาดทุน 422 ล้านบาทในไตรมาส 4/2555
งบการเงินรวม – บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 16,100 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน และรายได้จากการขายและให้บริการรวมลดลงร้อยละ 9 จากงวดเดียวกันของปีก่อน มีผลขาดทุนสุทธิ 2,907 ล้านบาท ใกล้เคียงกับขาดทุน 2,902 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2556 และลดลงจากขาดทุน 3,257 ล้านบาทในไตรมาส 4/2555

งวดปี 2556
งบการเงินเฉพาะบริษัท – บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 45,599 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณขาย HRC 2,134 พันตัน ลดลงร้อยละ 2 จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) ร้อยละ 34 ของปริมาณขายรวม มีกำไรสุทธิ 210 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้นจากผลขาดทุนสุทธิ 1,655 ล้านบาท ของปี 2555
งบการเงินรวม – บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 65,387 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากงวดเดียวกันปีของก่อน โดยมีต้นทุนขายและให้บริการรวม 70,250 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 จากงวดเดียวกันปีของก่อน มีผลขาดทุนสุทธิ 7,053 ล้านบาท ขาดทุนลดลงจากผลขาดทุนสุทธิ 15,918 ล้านบาทของปี 2555
สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2556 ของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน มีดังต่อไปนี้
• ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 45,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จากงวดเดียวกันปีของก่อน มีผลขาดทุนสุทธิ 7,259 ล้านบาท
• ธุรกิจท่าเรือน้ำลึก มีรายได้จากการให้บริการรวม 394 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน เนื่องจากมีรายได้จากการให้บริการเครนหน้าท่า (PPC Shore Crane) ในปี 2556 เต็มปี มีกำไรสุทธิ 156 ล้านบาท
• ธุรกิจวิศวกรรมและซ่อมบำรุง มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 910 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากปีก่อน เป็นรายได้นอกกลุ่มร้อยละ 53 และมีกำไรสุทธิ 49 ล้านบาท
• ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดเย็น มีรายได้จากการขายรวม 11,563 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 และมีกำไรสุทธิ 193 ล้านบาท

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสเอสไอ กล่าวว่า “ในไตรมาส 4/2556 เรามีรายได้รวมของกลุ่ม 16,100 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 จากผลกระทบจากเหตุการณ์การเมือง แต่ถึงแม้รายได้ของธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนลดลงมาร้อยละ 27 จากผลกระทบดังกล่าว เราได้รับรายได้ทดแทนจากธุรกิจโรงถลุงเหล็กซึ่งขายเหล็กแท่งแบนให้แก่บุคคลภายนอกที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 59 โดยเฉพาะสู่ตลาดอเมริกาเหนือซึ่งแข็งแกร่งตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ตลาด (geographical market diversity) ซึ่งเป็นจุดแข็งหนึ่งของรูปแบบธุรกิจเราที่คนมักมองไม่เห็นได้เริ่มเข้ามามีบทบาท ทำให้เราสามารถบริหารความเสี่ยงโดยกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดที่แข็งแกร่งกว่า เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนพลิกกลับมามีกำไรสุทธิจากการบริหารค่าการรีดที่ดีขึ้น ธุรกิจโรงถลุงเหล็กมีผลขาดทุนในระดับใกล้เคียงเดิมถึงแม้จะมีส่วนต่างราคาและปริมาณขายที่ดีขึ้น แต่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากปัญหาการผลิตของโรงไฟฟ้า ซึ่งเรากำลังซ่อมแซมจุดนี้อยู่
ในปี 2556 เราสามารถสร้างสถิติใหม่สำหรับรายได้รวมของกลุ่ม 65,387 ล้านบาท และปริมาณขายเหล็กรวม 3,243 พันตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และร้อยละ 31 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นผลจากการปรับเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตเหล็กกลางน้ำมาสู่ผู้ผลิตเหล็กครบวงจร อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเหล็กแท่งแบน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของธุรกิจโรงถลุงเหล็กของเรานั้น เป็นที่ต้องการในตลาดโลกอย่างมาก เห็นได้จากปริมาณขายร้อยละ 40 หรือ 1,100 พันตัน เป็นการขายให้แก่บุคคลภายนอก นอกจากนี้ EBITDA รวมของกลุ่ม ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก โดยลดลงร้อยละ 73 จากติดลบ 10,597 ล้านบาทในปี 2555 มาเป็นติดลบเพียง 2,888 ล้านบาทในปี 2556 สาเหตุหลักมาจาก 1) ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนได้พลิกมามีกำไร และ 2) ธุรกิจโรงถลุงเหล็กขาดทุนลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เมื่อปริมาณการผลิตสูงขึ้นและได้รับประโยชน์จากการประหยัดต้นทุนต่อขนาดและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น
“สำหรับแนวโน้มระยะสั้นในไตรมาส 1/2557 เราเห็นสภาวะตลาดที่แข็งแกร่งกว่าไตรมาสก่อน โดยตลาดเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องเดือนต่อเดือน จากจุดต่ำสุดในเดือนพฤศจิกายนเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มปะทุ ตลาดเหล็กแท่งแบนทั่วโลกตึงตัวเมื่อปริมาณความต้องการจากภูมิภาคอเมริกาเหนือเริ่มมีมากขึ้น ขณะที่สินแร่เหล็กและถ่านโค้ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของเรา ยังคงได้รับแรงกดดันด้านราคาจากสถานการณ์อุปทานล้นตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้อัตรากำไรของธุรกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้น คาดว่าผลขาดทุนของธุรกิจโรงถลุงเหล็กจะน้อยลงอีก จากการที่เรามุ่งมั่นพยายามลดต้นทุน ทั้งจากการเพิ่มปริมาณการผลิตเหล็กแท่งแบนและอัตราการใช้ PCI (PCI Injection Rate) และจากโครงการต่างๆ เพื่อปรับลดต้นทุน ที่เรากำลังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง
ส่วนแนวโน้มระยะยาวสำหรับปี 2557 เรายังคงเชื่อมั่นที่จะเห็นธุรกิจของเราดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน ทั้งการเติบโตของยอดขาย การลดต้นทุน ส่วนต่างระหว่างราคาที่ดีขึ้น การขยายตลาดผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ และ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต นับเป็นเวลาเกือบสามปีที่เราได้ลงทุนเพื่อเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจร ซึ่งเราแบกรับความยากลำบากมาพอสมควร ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะเก็บผลประโยชน์จากการเชื่อมโยงธุรกิจเหล็กครบวงจรนี้ " นายวินกล่าว
บริษัทคาดการณ์ว่าการบริโภคเหล็กในปี 2557 จะปรับตัวสูงขึ้น โดย สถาบันเหล็กโลก (World Steel Association: WSA) ได้ประเมินว่า ในปี 2557 ความต้องการบริโภคสินค้าเหล็กของโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.3 หรือเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1,523 ล้านตัน โดยคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของความต้องการเหล็กของประเทศจีนในปี 2557 ยังคงคาดหมายว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 ประเทศอินเดียเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 5.6 รวมถึงประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กหลักของโลกเช่น สหรัฐอเมริกา บราซิล และกลุ่มสหภาพยุโรป สำหรับ อุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า แนวโน้มระดับความต้องการบริโภคสินค้าเหล็กในปี 2557 จะเผชิญกับความผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจมหภาคของประเทศและสภาวะตลาดในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้เหล็ก ได้แก่ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น โดยที่อุตสาหกรรมก่อสร้าง หากได้แรงขับเคลื่อนจากการลงทุนของภาครัฐ ก็จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ได้ ทั้งนี้ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า ในปี 2557 จะมีปริมาณการใช้เหล็ก 18 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 จากปี 2556

เอสเอสไอ ยูเคผลิตเหล็กแท่งแบนทะลุ 5 ล้านตัน ส่งป้อนเอสเอสไอบางสะพาน 50 ล็อต

web5

     บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ยูเค จำกัด (เอสเอสไอ ยูเค) บริษัทย่อยของ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ เปิดเผยว่าบริษัทได้ผลิตเหล็กแท่งแบนสะสมครบ 5 ล้านตัน นับตั้งแต่การเริ่มดำเนินการผลิตตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากเมื่อต้นเดือนได้มีการขนส่งเหล็กแท่งแบนล็อตที่ 50 จากท่าเรือ Teesport ประเทศอังกฤษ สู่โรงงานเอสเอสไอ บางสะพาน ประเทศไทย โดยจำนวนเหล็กแท่งแบนที่ได้ขนส่งมายังประเทศไทยจนถึงวันนี้มีมากกว่า 3.2 ล้านตัน และมูลค่าเหล็กแท่งแบนส่งออกของเอสเอสไอ ยูเคในปี 2555 อยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปีนี้

     Mr. Cornelius Louwrens, Business Director and Chief Operating Officer เอสเอสไอ ยูเค เผยว่า “ความสำเร็จในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นครั้งสำคัญสำหรับโรงงานเอสเอสไอทีไซด์ของเรา และยังแสดงถึงคำมั่นสัญญาและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานของพนักงานเอสเอสไอ ยูเคทุกคน นอกจากนี้ผมขอขอบคุณผู้มีส่วนได้เสียทุกท่านซึ่งให้การสนับสนุนความพยายามของเราเสมอมา เราจะไม่ย่อท้อในการทำงานและร่วมกันพัฒนาให้โรงงานเอสเอสไอทีไซด์ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในตลาดโลก”

โรงงานเอสเอสไอบางสะพานผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนทะลุ 30,000,000 ตัน

wce

     โรงงานเอสเอสไอ บางสะพานประสบความสำเร็จในการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนสะสม 30 ล้านตัน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556 หลังจากเริ่มดำเนินการผลิตตั้งแต่ปี 2537 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นชั้นคุณภาพพิเศษเพื่อรองรับความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาค สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงาน การขนส่ง และการก่อสร้าง"ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของพนักงานของเราในการสร้างสรรค์ความสามารถในการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ นับเป็นความสำเร็จบริษัทแรกของบริษัทเหล็กของคนไทยและแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเหล็กไทยก้าวไกลมาเพียงใด และนับเป็นการยืนยันถึงความเชื่อของเราที่ว่า “ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้” ในประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติสำหรับผลิตเหล็ก แต่เราสามารถสร้างชื่อเสียงในระดับโลกได้โดยการผลิตสินค้าที่ดีและการทำงานอย่างหนัก” นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรี หรือ เอสเอสไอ กล่าว “ผมขอขอบคุณ ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียทุกคนซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จนี้” นาย วินกล่าว ทั้งนี้ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าในปี 2557 ปริมาณการใช้เหล็กของไทยจะอยู่ที่ 18 ล้านตันขยายตัวร้อยละ 2.4 จากปี 2556

สยามคราฟท์ลงนามสัญญาจ้างWCEสร้างโรงเก็บถ่านหินและติดตั้งระบบลำเลียงถ่านหิน 180 ล้าน

wce
     นายณรงค์ฤทธิ์ โชตินุชิตตระกูล (ขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวสท์โคสท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (WCE) บริษัทในกลุ่มเอสเอสไอ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการงานด้านวิศวกรรม และ นายชาติชาย ลือกุลวัฒนะชัย (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด ในเอสซีจี เปเปอร์ ร่วมลงนามสัญญาจ้างเหมามูลค่า 180 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงเก็บถ่านหินและติดตั้งระบบลำเลียงถ่านหินความจุ 30,000 ตัน สำหรับหน่วยผลิตไอน้ำและไฟฟ้า โรงงานบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งมีมาตรฐานในระดับสากลและมีประสิทธิภาพสูงในด้านความปลอดภัยและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พิธีเซ็นสัญญาจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ สำนักงานใหญ่ เอสซีจี บางซื่อ

เอสเอสไอรับรางวัล SET Awards 2013 ความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น 

     นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มอบรางวัล SET Awards 2013 ดีเด่นด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ประจำปี 2556 ประเภทบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดระหว่าง 10,000-20,000 ล้านบาท แก่ นายนาวา จันทนสุรคน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายกิจการสาธารณะและความรับผิดชอบทางสังคม บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ โดยรางวัลด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นรางวัลสำหรับบริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับภาคธุรกิจอื่นๆ ณ โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556

ติดต่อเอสเอสไอ (สำนักงานกรุงเทพฯ)

ติดต่อเอสเอสไอ (สำนักงานโรงงาน)

เชื่อมต่อกับเรา

We're on Social Networks. Follow us & get in touch.