Sahaviriya Steel Industries PLC

ข่าวประชาสัมพันธ์องค์กร

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)
รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2558 และงวดปี 2558

• งบการเงินรวมสำหรับปี 2558 ได้ถูกจัดประเภทใหม่เพื่อนำเสนอการดำเนินงานแยกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1) การดำเนินงานต่อเนื่อง ซึ่งไม่รวมขาดทุนการดำเนินงานของส่วนงานที่ยกเลิก (ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก SSI UK) และส่วนที่ 2) การดำเนินงานของส่วนงานที่ยกเลิก สำหรับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2558 ซึ่งแสดงผลขาดทุนการดำเนินงานของส่วนงานที่ยกเลิก (ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก SSI UK)
• กลุ่มบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับไตรมาส 4/2558 จำนวน 1,456 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการบันทึกภาระดอกเบี้ยค้างจ่ายในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระ
• กลุ่มบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับปี 2558 จำนวน 40,840 ล้านบาท ซึ่งจัดทำขึ้นตามเกณฑ์การเลิกกิจการ โดยเป็นผลขาดทุนจากการดำเนินงานของส่วนงานที่ยกเลิก 38,037 ล้านบาท
• ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก SSI UK ไม่มีผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2558 เนื่องจากอยู่ระหว่างกระบวนการชำระบัญชี
• ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2558 ว่า "บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 4,128 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 61 QoQ และร้อยละ 71 YoY โดยมีปริมาณขายเหล็กรวม 246 พันตัน จากการ 1) ไม่มีรายได้ของการดำเนินงานของส่วนงานที่ยกเลิก 2) ปริมาณขายและราคาขายที่ลดลงของธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนตามภาวะราคาเหล็กในตลาดโลกที่ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึง 3) ความกังวลของคู่ค้าในช่วงแรกของการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเกี่ยวกับสถานการณ์ของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิ 1,456 ล้านบาท ขาดทุนลดลง 96% QoQ and 6% YoY เนื่องจากไม่มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานของส่วนงานที่ยกเลิก ในไตรมาส 4/2558"

"ในส่วนผลการดำเนินงานประจำปี 2558 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 20,173 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 39 YoY จาก 1) ไม่นับรวมรายได้ของการดำเนินงานของส่วนงานที่ยกเลิก และ 2) ปริมาณขาย และราคาขายที่ลดลงของธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน ตามภาวะราคาเหล็กในตลาดโลกซึ่งปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยมีปริมาณขายเหล็กรวม 1,126 พันตัน มี EBITDA ติดลบ 37,907 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 40,840 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลขาดทุนจากการดำเนินงานของส่วนงานที่ยกเลิก 38,037 ล้านบาท"

"ตามที่ได้เคยรายงานก่อนหน้า ขณะนี้บริษัทฯ กำลังเดินหน้าตามกระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ และรักษามูลค่าทางธุรกิจของบริษัทฯ ไว้ รวมถึงคงไว้ซึ่งระดับความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยบริษัทฯ ยังคงมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจการค้าและมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอสำหรับการผลิตและจำหน่ายสินค้า โดยได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าและคู่ค้าที่ยังมีความเชื่อมั่นในธุรกิจของบริษัทฯ"

"ทั้งนี้ศาลได้กำหนดวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ เราเชื่อมั่นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้บริษัทฯ ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนแล้ว จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่คู่ค้า ตลอดจนสถาบันการเงินในการที่จะพิจารณาให้การสนับสนุนการดำเนินธุรกิจแก่บริษัทฯมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพคล่อง ยอดขาย ผลการดำเนินงาน และฐานะทางการเงินของบริษัทฯต่อไป" นายวินกล่าว

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2558

• ปริมาณขายเหล็กรวม 871 พันตัน
• รายได้จากการขายและให้บริการรวม 11,867 ล้านบาท
• ขาดทุนสุทธิ (งบเดี่ยว) 222 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ (งบรวม) 3,236 ล้านบาท
• มี EBITDA (งบเดี่ยว) 334 ล้านบาท EBITDA กลุ่ม (งบรวม) ติดลบ 1,777 ล้านบาท

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2558 ดังนี้

          งบการเงินเฉพาะบริษัท – บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 5,252 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 39 จากงวดเดียวกันปีก่อน) โดยมีปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 307 พันตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อน) โดยเป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products: PVPs) ร้อยละ 44 ของปริมาณขายรวม ซึ่งเป็นสัดส่วนการขาย PVPs สูงสุดเท่าที่เคยมีมา มี EBITDA 334 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 222 ล้านบาท (โดยผลประกอบการดีขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 865 ล้านบาทในไตรมาสก่อน แต่ลดลงจากกำไรสุทธิ 27 ล้านบาทในงวดเดียวกันปีก่อน)
          งบการเงินรวม – บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 11,867 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน จากยอดขายของธุรกิจโรงถลุงเหล็กให้แก่บุคคลภายนอกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 34 จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายของธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ลดลงร้อยละ 39 จากงวดเดียวกันปีก่อน และยอดขายของธุรกิจโรงถลุงเหล็กให้แก่บุคคลภายนอกที่ลดลงร้อยละ 30 จากงวดเดียวกันปีก่อน) Group EBITDA ติดลบ 1,777 ล้านบาท มีผลขาดทุนสุทธิ 3,236 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากผลขาดทุนสุทธิ 3,026 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน และจากผลขาดทุนสุทธิ 1,406 ล้านบาทจากงวดเดียวกันปีก่อน)

          สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/2558 ของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน มีดังต่อไปนี้
          • ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 7,780 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 12 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 31 จากงวดเดียวกันปีก่อน) EBITDA ติดลบ 2,177 ล้านบาท (ติดลบเพิ่มขึ้นจาก EBITDA ติดลบ 1,252 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน และจาก EBITDA ติดลบ 531 ล้านบาทจากงวดเดียวกันปีก่อน) มีผลขาดทุนสุทธิ 3,045 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 2,073 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน และจากขาดทุนสุทธิ 1,347 ล้านบาทจากงวดเดียวกันปีก่อน)
          • ธุรกิจท่าเรือ มีรายได้จากการให้บริการรวม 67 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากงวดเดียวกันปีก่อน) มีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 106 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 212 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
          • ธุรกิจวิศวกรรม มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 167 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 27 จากงวดเดียวกันของปีก่อน) เป็นรายได้นอกกลุ่มร้อยละ 70 และมีผลกำไรสุทธิ 1 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 115 จากไตรมาสก่อน และผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 102 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
          • ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดเย็น มีรายได้จากการขายรวม 2,807 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 11 จากงวดเดียวกันปีก่อน) มีผลกำไรสุทธิ 61 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 278 และร้อยละ 966 จากงวดเดียวกันปีก่อน)

          นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสเอสไอ กล่าวว่า "แม้ว่า EBITDA ในไตรมาส 2/2558 ติดลบเช่นเดียวกันกับไตรมาส 1/2558 แต่เรื่องราวแตกต่างกันมาก มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนในไตรมาสที่ 2 นั่นคือปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เป็น 307 พันตัน ยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products: PVPs) บรรลุสัดส่วนการขายสูงสุดร้อยละ 44 และ EBITDA พลิกกลับมาจากติดลบ 38.6 เหรียญสหรัฐต่อตันเป็นบวก 32.4 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากการที่เราได้ใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนสูง (จากไตรมาสแรก) ไปเกือบทั้งหมด และเริ่มที่จะใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนถูกลง ในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ เราคาดว่าจะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและผลตอบแทนในการทำกำไร"

          "สำหรับสภาวะตลาดของธุรกิจโรงถลุงเหล็กยังคงมีความท้าทายอย่างมาก ปริมาณการส่งออกเหล็กของจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากปัญหากำลังการผลิตที่ล้นเกินความต้องการอย่างรุนแรง การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และระบบคืนภาษีส่งออกที่บิดเบือน ได้สร้างปัญหากับอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก และกดดันอัตรากำไรให้ตกต่ำลงทุกที่ ส่วนต่างราคาได้ลดลงมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เราลดลงมาได้อย่างมีนัยสำคัญ ฉะนั้นเรายังคงต้องฝ่าฟันความท้าทายเหล่านี้ไปอีกช่วงหนึ่ง"

          "แม้ว่าอุตสาหกรรมเหล็กยังคงอยู่ในความปั่นป่วน เราจะไม่ละความพยายาม เราเชื่อว่าการที่เรามุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าและส่วนต่างราคาที่ดีกว่า รวมทั้งมุ่งเน้นการบูรณาการธุรกิจต่าง ๆ และสินทรัพย์ในการผลิตของเรา เพื่อให้มีการประหยัดจากขนาดและต้นทุนที่ต่ำกว่าจะทำให้ผลการดำเนินงานดีขึ้น นี่คือวัตถุประสงค์ของเราและเรายังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามวิสัยทัศน์ของเราต่อไป" นายวินกล่าว

3 บริษัทกลุ่มเอสเอสไอคว้ารางวัลดีเด่นด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยฯ

PPC-1

          พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับประเทศ ประจําปี 2558 (รางวัลต่อเนื่อง 5 ปี) จัดโดยกระทรวงแรงงาน แก่นายถาวร คณานับ กรรมการผู้จัดการบริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด (PPC) บริษัทในกลุ่มเอสเอสไอ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2558
          ทั้งนี้บริษัทในกลุ่มเอสเอสไออีก 2 บริษัท ได้รับรางวัลดังกล่าว ได้แก่ บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) (TCRSS) (รางวัลต่อเนื่อง 9 ปี) และบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ (รางวัลต่อเนื่อง 4 ปี) โดยรางวัลนี้จัดขึ้นเพื่อยกย่องสถานประกอบการที่มุ่งมั่นดำเนินงาน ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงาน ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ประกอบการ

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2558

• ปริมาณขายเหล็กรวมรายไตรมาส 718 พันตัน
• รายได้จากการขายและให้บริการรายไตรมาสรวม 11,023 ล้านบาท
• ขาดทุนสุทธิ (งบเดี่ยว) 865 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ (งบรวม) 3, 026 ล้านบาท
• EBITDA (งบเดี่ยว) ติดลบ 350 ล้านบาท EBITDA กลุ่ม (งบรวม) ติดลบ 1,654 ล้านบาท


บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/2558 ดังนี้

งบการเงินเฉพาะบริษัท – บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 5,446 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 46 จากงวดเดียวกันปีก่อน) โดยมีปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 278 พันตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 40 จากงวดเดียวกันปีก่อน) โดยเป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) ร้อยละ 41 ของปริมาณขายรวม EBITDA ติดลบ 350 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 865 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 757 ล้านบาทในไตรมาสก่อน และลดลงจากกำไรสุทธิ 347 ล้านบาทในงวดเดียวกันปีก่อน)

งบการเงินรวม – บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 11,023 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 22 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 42 จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายของธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ลดลงร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 46 จากงวดเดียวกันปีก่อน และยอดขายของธุรกิจโรงถลุงเหล็กให้แก่บุคคลภายนอกที่ลดลงร้อยละ 35 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 38 จากงวดเดียวกันปีก่อน) Group EBITDA ติดลบ 1,654 ล้านบาท มีผลขาดทุนสุทธิ 3,026 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากผลขาดทุนสุทธิ 1,552 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน และจากผลขาดทุนสุทธิ 1,397 ล้านบาทจากงวดเดียวกันปีก่อน)

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1/2558 ของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน มีดังต่อไปนี้

• ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 8,816 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 24 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 30 จากงวดเดียวกันปีก่อน) EBITDA ติดลบ 1,252 ล้านบาท (ลดลงจาก EBITDA เป็นบวก 29 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน และจาก EBITDA ติดลบ 883 ล้านบาทจากงวดเดียวกันปีก่อน) มีผลขาดทุนสุทธิ 2,073 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 843 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน และจากขาดทุนสุทธิ 1,701 ล้านบาทจากงวดเดียวกันปีก่อน)
• ธุรกิจท่าเรือ มีรายได้จากการให้บริการรวม 61 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 23 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 9 จากงวดเดียวกันปีก่อน) มีกำไรสุทธิ 10 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 60 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 27 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
• ธุรกิจวิศวกรรม มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 160 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 28 จากงวดเดียวกันปีก่อน) เป็นรายได้นอกกลุ่มร้อยละ 74 และมีผลขาดทุนสุทธิ 5 ล้านบาท (ขาดทุนลดลงร้อยละ 64 จากไตรมาสก่อน แต่ขาดทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 397 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
• ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดเย็น มีรายได้จากการขายรวม 3,031 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากงวดเดียวกันปีก่อน) ขาดทุนสุทธิ 34 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 147 จากผลกำไรสุทธิในไตรมาสก่อน แต่ขาดทุนลดลงร้อยละ 69 จากงวดเดียวกันปีก่อน)

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสเอสไอ กล่าวว่า “สภาวะตลาดในช่วงไตรมาสแรกมีความท้าทายอย่างมากและยากลำบากที่สุดที่เราได้พบในหลายปีที่ผ่านมา ปริมาณการส่งออกเหล็กที่ได้รับการอุดหนุนจากประเทศจีนยังคงสูงจากปัญหากำลังการผลิตล้นและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ค่าเงินสกุลรูเบิลรัสเซียที่ตกต่ำอย่างผิดปกติได้ส่งผลให้ผู้ส่งออกเหล็กของรัสเซียได้เปรียบ นี่เป็นสถานการณ์การค้าที่ไม่เป็นธรรมและเรากำลังทำงานร่วมกับผู้ผลิตเหล็กในประเทศรายอื่น ๆ และสมาคมการค้าต่างๆ ที่จะยื่นคำร้องต่อรัฐบาลในการออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน”

“แม้เราจะประสบความสำเร็จที่ดีโดยทีมงานของเราในบางเรื่อง เช่น การบรรลุอัตราการใช้ PCI สูงสุดที่ 135 กิโลกรัมต่อตันของธุรกิจโรงถลุงเหล็ก และยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products: PVP) ร้อยละ 41 ของธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน แต่ตลาดโดยรวมชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันธุรกิจให้มี EBITDA หลักติดลบ 1,276 ล้านบาท นอกจากนี้เราได้ดำเนินการอย่างระมัดระวังโดยการตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือและตั้งสำรองจากภาระผูกพันตามสัญญาการซื้อวัตถุดิบอีก 378 ล้านบาทเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน”

“สำหรับแนวโน้มตลาดระยะสั้นเริ่มแสดงสัญญาณการฟื้นตัว หลังจากที่ราคาลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกตลาดทั่วโลกติดต่อกันถึง 7 เดือน ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณบวกในบางตลาด มีการปรับขึ้นราคาล่าสุดสำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทในสหรัฐอเมริกา ตลาดยุโรปตอนเหนือ และตุรกี ส่วนน้ำมันดิบ แร่เหล็กและเศษเหล็กมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นซึ่งเป็นแรงผลักดันตลาด เราคาดว่าปริมาณขายจะกลับมาบางส่วนในไตรมาสสอง และส่วนต่างราคาจะกลับมาสู่ระดับปกติในไตรมาสสามที่เราคาดว่าจะกลับมามีกำไร”

เกี่ยวกับเอสเอสไอ

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ เป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนสูงสุด 4 ล้านตันต่อปี โดยมุ่งเน้นการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นชั้นคุณภาพพิเศษเพื่อรองรับความต้องการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาค สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงาน การขนส่ง และการก่อสร้าง สำหรับอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ เอสเอสไอได้ลงทุนในโรงงานเอสเอสไอ ทีไซด์ ซึ่งเป็นโรงงานถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้าครบวงจรที่ทันสมัย ตั้งอยู่ในเมืองเรดคาร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ มีกำลังการผลิต 3.6 ล้านตันต่อปี ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ยูเค จำกัด (เอสเอสไอ ยูเค) โดยลงทุนร้อยละ 100 เอสเอสไอ ทีไซด์ ผลิตเหล็กแท่งแบนชั้นคุณภาพสูงส่งเป็นวัตถุดิบให้เอสเอสไอ เพื่อรองรับการผลิตของบริษัทและความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมเหล็กปลายน้ำ บริษัทได้ร่วมลงทุนในโครงการต่อเนื่องปลายน้ำที่สำคัญ ประกอบด้วยบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทยจำกัด (มหาชน) (TCRSS) ซึ่ง เป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น รายแรกและรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย บริษัท เหล็กแผ่นเคลือบไทย จำกัด (TCS) ผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีด้วยกรรมวิธีทางไฟฟ้ารายแรกและรายใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานทั้งหมดในประเทศไทยของกลุ่มเอสเอสไอ ตั้งอยู่บนชายฝั่งด้านตะวันตกของอ่าวไทย ณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเพียง 400 กิโลเมตร และเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในประเทศสำหรับการดำเนินธุรกิจเหล็กแบบครบวงจร บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด (PPC) ให้บริการท่าเรือพาณิชย์เอกชน ที่มีความลึกที่สุดในประเทศไทยรองรับการขนถ่ายวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เหล็กได้ในปริมาณมาก นอกจากนี้ เอสเอสไอยังขยายขีดความสามารถในงานวิศวกรรมบริการโดยลงทุนร้อยละ 100 ในบริษัท เวสท์โคสท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (WCE) ให้บริการงานด้านวิศวกรรมและซ่อมบำรุง รวมถึงการออกแบบทางวิศวกรรมที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเหล็ก พนักงานของเอสเอสไอทุกคนมีความมุ่งมั่น และพลังขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ ซึ่งสะท้อนผ่านวิสัยทัศน์พันธกิจของบริษัท “สร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เหล็กและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มกับลูกค้า สร้างกำไรสม่ำเสมอ สร้างผลตอบแทนแก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน”
ท่านสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ssi-steel.com

ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักประชาสัมพันธ์ บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรี
คุณผดุงศักดิ์ คุณจันทน์กฤดา และคุณรวิภัทร
โทรศัพท์ 02- 238-3063 ต่อ 1327และ1309

esg100 2015 2

เอสเอสไอ รับเกียรติบัตร ESG100 Company

นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรี หรือ เอสเอสไอ (ที่ 3 จากขวา) รับมอบเกียรติบัตร ESG100 Company จากดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ (ที่ 4 จากขวา) ในฐานะบริษัทจดทะเบียนหมวดอุตสาหกรรมที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG)
การประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จำนวน 100 บริษัท หรือกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 จัดทำโดยสถาบันไทยพัฒน์ และเป็นการจัดอันดับหลักทรัพย์ด้านการพัฒนาความยั่งยืนทางธุรกิจเป็นครั้งแรกของประเทศ ด้วยการประเมินข้อมูลด้านความยั่งยืนของหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 567 บริษัท ข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนที่ให้น้ำหนักการลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)

รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 4 และงวดปี 2557

 

ไตรมาส 4/2557

  • รายได้จากการขายและบริการกลุ่มรวม 14,200 ล้านบาท ปริมาณขายเหล็กรวม 757 พันตัน
  • ไตรมาส 4 ขาดทุนสุทธิ (งบเดี่ยว) 757 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ (งบรวม)  1,552  ล้านบาท
  • ไตรมาส 4 EBITDA (งบเดี่ยว) ติดลบ 241 ล้านบาท EBITDA กลุ่ม (งบรวม) ติดลบ 133 ล้านบาท

ประจำปี 2557

  • รายได้จากการขายและบริการกลุ่มรวม 65,276 ล้านบาท ปริมาณขายเหล็กรวม 3,318 พันตัน
  • งวด ปี 2557  ขาดทุนสุทธิ (งบเดี่ยว) 346 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ (งบรวม) 4,903 ล้านบาท
  • งวด ปี 2557 EBITDA (งบเดี่ยว) 1,887 ล้านบาท EBITDA กลุ่ม (งบรวม) 808 ล้านบาท

     บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 4/2557 และผลการดำเนินงานงวด ปี 2557 ดังนี้

ไตรมาส 4/2557

     งบการเงินเฉพาะบริษัท (ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน) – บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 5,765 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 27 จากไตรมาสก่อน) โดยมีปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 267 พันตัน (ลดลงร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อน และ ลดลงร้อยละ 37 จากงวดเดียวกันปีก่อน) โดยเป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) ร้อยละ 39 ของปริมาณขายรวม EBITDA ติดลบ 241 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 757 ล้านบาท (ลดลงจากกำไรสุทธิ 36 ล้านบาท ในไตรมาสก่อน และลดลงจากกำไรสุทธิ 75 ล้านบาท ในงวดเดียวกันปีก่อน)

     งบการเงินรวม – บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 14,200 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 12 จากงวดเดียวกันของปีก่อน) โดยมีปริมาณขายเหล็กรวม 757 พันตัน Group EBITDA ติดลบ 133 ล้านบาท มีผลขาดทุนสุทธิ 1,552 ล้านบาท (ผลประกอบการโดยรวมดีขึ้นเมื่อเทียบงวดเดียวกันปีก่อน เนื่องจากปริมาณขายให้แก่บุคคลภายนอก รวมถึงส่วนต่างระหว่างราคาขาย และวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจโรงถลุงเหล็ก)

งวดปี 2557

     งบการเงินเฉพาะบริษัท (ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน) – บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 32,382 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 29 จากปีก่อน) โดยมีปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน 1,468 พันตัน (ลดลงร้อยละ 31 จากงวดเดียวกันปีก่อน) โดยเป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) ร้อยละ 38 ของปริมาณขายรวม มี EBITDA เป็นบวก 1,887 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 36 จากปีก่อน) และขาดทุนสุทธิ 346 ล้านบาท (กลับจากกำไรสุทธิ 270 ล้านบาทในปีก่อน)

     งบการเงินรวม – บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 65,276 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 0.2 จากปีก่อน) จากปริมาณขายเหล็กรวม 3,318 พันตัน มี Group EBITDA 808 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจาก EBITDA ติดลบ 2,888 ล้านบาทในปีก่อน) มีผลขาดทุนสุทธิ 4,903 ล้านบาท (ขาดทุนลดลงร้อยละ 30 จากปีก่อน)

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 4/2557 ของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน มีดังต่อไปนี้

     • ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 11,644 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 2 จากปีก่อน) มี EBITDA 29 ล้านบาท โดยลดลงร้อยละ 91จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นจาก EBITDA ติดลบ 1,887 ล้านบาท ในปีก่อน) มีผลขาดทุนสุทธิ 843 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 69 จากปีก่อน)
     • ธุรกิจท่าเรือ มีรายได้จากการให้บริการรวม 79 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 2 จากงวดเดียวกันปีก่อน) มีกำไรสุทธิ 25 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 22 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
     • ธุรกิจวิศวกรรม มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม152 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 24 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 34 จากงวดเดียวกันปีก่อน) เป็นรายได้นอกกลุ่มร้อยละ 69 และขาดทุนสุทธิ 14 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 82 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ218 จากงวดเดียวกันปีก่อน)
     • ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดเย็น มีรายได้จากการขายรวม 3,283 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากงวดเดียวกันปีก่อน) กำไรสุทธิ 72 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 119 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 1526 จากงวดเดียวกันปีก่อน)

สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2557 ของบริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน มีดังต่อไปนี้

     • ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 46,809 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อน) มี EBITDA ติดลบ 1,046 ล้านบาท ติดลบน้อยลงจาก EBITDA ติดลบ 5,919 ล้านบาทในปีก่อน มีผลขาดทุนสุทธิ 4,396 ล้านบาท (ขาดทุนลดลงจากผลขาดทุนสุทธิ 7,259 ล้านบาทในปีก่อน)
     • ธุรกิจท่าเรือ มีรายได้จากการให้บริการรวม 283 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 28 จากปีก่อน) มีกำไรสุทธิ 69 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 56 จากปีก่อน)
     • ธุรกิจวิศวกรรม มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 803 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 12 จากปีก่อน) เป็นรายได้นอกกลุ่มร้อยละ 69 และขาดทุนสุทธิ 120 ล้านบาท (กลับจากกำไรสุทธิ 49 ล้านบาทปีก่อน)
     • ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดเย็น มีรายได้จากการขายรวม 12,287 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน) กำไรสุทธิ 2 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 99 จากปีก่อน)

     นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสเอสไอกล่าวว่า “ในไตรมาส 4 ถึงแม้ว่าเราสามารถทำกำไร EBITDA หลักเป็นบวก 918 ล้านบาทจากธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันเราต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็วและค่าเงินสกุลรูเบิลของรัฐเซียตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันอย่างมากต่อตลาดเหล็กโลก ส่งผลให้ราคาเหล็กลดลงถึงร้อยละ 30 ในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน เราจึงดำเนินการอย่างรอบคอบด้วยการตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือและการตั้งสำรองจากภาระผูกพันตามสัญญาการซื้อวัตถุดิบ 1,052 ล้านบาท ทำให้ EBITDA ติดลบ 133 ล้านบาท”

     ธุรกิจโรงถลุงเหล็ก เราประสบความสำเร็จด้านส่วนต่างราคาเหล็กแท่งแบน (Slab Margin) ที่ร้อยละ 41.8 ซึ่งเป็นยอดสูงสุดที่เคยมีมา สืบเนื่องมาจากการลดลงของราคาวัตถุดิบ และความพยายามของเราในการปรับสูตรวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุน ส่วนอัตราการใช้ PCI ได้ไต่ขึ้นไปถึงระดับที่สูงที่สุดที่เคยมีมา ที่ 110 กิโลกรัมต่อตันในไตรมาสนี้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้เราได้มาก เรามียอดจำหน่ายเหล็กแท่งแบนให้กับบุคคลภายนอกสูงถึงร้อยละ 69 มี EBITDAหลัก 517 ล้านบาทซึ่งอยู่ในระดับสูงที่สุดที่เคยมีมา แต่หลังตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือและการตั้งสำรองจากภาระผูกพันตามสัญญาการซื้อวัตถุดิบ 488 ล้านบาท จะคงเหลือ EBITDA เป็นบวก 29 ล้านบาท

     ธุรกิจเหล็กแผ่นรีดร้อน ความต้องการเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนภายในประเทศยังคงอ่อนตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ซึ่งตรงกับเราได้คาดการณ์ไว้ ปริมาณขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนลดลงร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม เราสามารถรักษาระดับส่วนต่างราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (HRC Spread) ได้ที่ 123 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน มีEBITDA หลักเป็นบวก 323 ล้านบาท และเช่นเดียวกับธุรกิจโรงถลุงเหล็ก หลังตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือและการตั้งสำรองจากภาระผูกพันตามสัญญาการซื้อวัตถุดิบ 564 ล้านบาท ทำให้ EBITDA ติดลบ 241 ล้านบาท

     ปี 2557เราประสบความสำเร็จในการพลิกสถานการณ์ธุรกิจจากที่มี EBITDA เป็นลบ 2,888 ล้านบาทในปี 2556 พลิกกลับมามีEBITDA เป็นบวก 808 ล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งต้องขอบคุณพนักงานที่ทุ่มเททำงานหนักและสร้างสรรค์ เราได้เปิดตัวและดำเนินโครงการหลายโครงการเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มผลผลิตและผลประโยชน์และปรับปรุงคุณภาพได้สำเร็จ

     เรายังคงดำเนินตามพันธกิจและกลยุทธสร้างสรรค์นวัตกรรมและบูรณาการธุรกิจในกลุ่มให้ดีที่สุด เรายังคงเดินหน้าลดค่าใช้จ่ายรวมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตผ่านการบูรณาการและการแบ่งปัน แนวปฏิบัติที่ดี ความเป็นเลิศในการปฏิบัติการ และความสามารถของบุคลากร เรายังคงเดินหน้าโครงการที่ส่งผลสำเร็จเร็ว(quick-win initiatives) ซึ่งใช้เวลาดำเนินโครงการสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูงและรวดเร็ว เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มพิเศษ (Premium Value Products) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าของเรา

     เรามองว่าตลาดระยะสั้นยังคงมีความไม่แน่นอน แม้ความต้องการของตลาดในอเมริกาเหนือยังคงแข็งแกร่ง แต่ความมั่นใจของผู้ซื้อเหล็กทั่วโลกต่ำ จากการที่ตลาดเหล็กโลกยังคงปรับตัวและมองหาจุดต่ำสุด การส่งออกเหล็กของจีนยังสูงกว่า 10 ล้านตันต่อเดือน สถานการณ์รัสเซียกับยูเครนยังไม่นิ่งเช่นเดียวกับสถานการณ์กรีซ ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้ การบริหารงานด้วยความรอบคอบและการจัดการความเสี่ยงที่ดี เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราผ่านพ้นไปได้ สัญญาณที่ดีคือความต้องการเหล็กภายในประเทศในไตรมาสที่ 4 ที่ตกต่ำลงได้ผ่านพ้นไปแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโครงการพัฒนาด้านเศรษฐกิจต่างๆที่ริเริ่มโดยรัฐบาลได้เริ่มต้น ต้นทุนวัตถุดิบยังคงมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากอุปทานสูงเกินความต้องการ แต่เนื่องจากราคาเหล็กลดลงอย่างรวดเร็วมาก่อนหน้านั้น ทำให้ส่วนต่างราคาในไตรมาส 1 ต่ำกว่าระดับปกติซึ่งกว่าจะกลับมาสู่ระดับปกติก็เมื่อจากตลาดเหล็กกลับสู่สมดุล

เอสเอสไอรับรางวัล EIA Monitoring Awards 2557

eia450

     พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  มอบ “รางวัลสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมดีเด่น ประจำปี 2557” (EIA Monitoring Award 2014) แก่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ โดยมีนายมนินทร์ อินทร์พรหม ผู้จัดการทั่วไป ด้านปฏิบัติการสายการผลิต เป็นผู้แทนรับมอบ รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดยสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกย่องเชิดชูสถานประกอบการที่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมดีเด่นให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นได้ปฏิบัติตาม ณ ห้องวายุภักษ์ 3-4 โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557

ติดต่อเอสเอสไอ (สำนักงานกรุงเทพฯ)

ติดต่อเอสเอสไอ (สำนักงานโรงงาน)

เชื่อมต่อกับเรา

We're on Social Networks. Follow us & get in touch.